เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 นาย สงขลา จุลกะเศียน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำสหภาพยุโรป ได้รับเชิญร่วมเป็นวิทยากร (speaker) ในการประชุม EDA Dairy Policy Conference 2026 ซึ่งจัดโดย European Dairy Association (EDA) ภายใต้หัวข้อ “Competitive, Resilient & Sustainable: Our European Dairy Strategy” ในการประชุมครั้งนี้ มีผู้แทนจาก คณะกรรมาธิการยุโรป ภาคอุตสาหกรรมนม ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรจากหลายประเทศ เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ ทิศทางนโยบายภาคเกษตรและอุตสาหกรรมนมของสหภาพยุโรป การค้าสินค้าเกษตรโลก และความท้าทายของภาคเกษตรในปี 2026
การประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการกำหนดทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมนมสหภาพยุโรป ภายใต้แนวคิด Competitive, Resilient and Sustainable ซึ่งถูกวางให้เป็นกรอบยุทธศาสตร์หลักของภาคเกษตรและอาหารในระยะยาว โดยมีการเน้นย้ำว่า อาหารมิได้เป็นเพียงสินค้าเชิงพาณิชย์ แต่เป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงระหว่างประเทศ ในบริบทโลกปัจจุบันที่เผชิญกับความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก ภาคอุตสาหกรรมนมของสหภาพยุโรปจึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารโลก ในด้านนโยบายภายใน สหภาพยุโรปจะมุ่งปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วม (Common Agricultural Policy: CAP) ให้มีความตรงเป้าหมายมากขึ้น โดยเน้นสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยและเกษตรกรรุ่นใหม่ ควบคู่กับการปรับปรุงกฎระเบียบตลาด (Common Market Organisation: CMO) และกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (UTP) เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและเสริมสร้างอำนาจต่อรองของเกษตรกร โดยยังคงรักษาสมดุลกับกลไกตลาดและในมิติภายนอก สหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับความตกลงการค้าเสรี (FTAs) ในฐานะเครื่องมือหลักในการขยายตลาดสินค้าเกษตร โดย FTAs ไม่เพียงช่วยลดภาษี แต่ยังสร้างความสามารถในการคาดการณ์ของกฎระเบียบและสนับสนุนการลงทุนระยะยาว
ในส่วนของประเทศไทย: นายสงขลา จุลกะเศียน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) สปษ. สหภาพยุโรป ได้เข้าร่วมในฐานะผู้ร่วมเสวนา (panelist) ในช่วง Global Dairy Trade Session โดยนำเสนอภาพรวมสถานการณ์ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของไทยในบริบทของห่วงโซ่อุปทานโลก ตลอดจนบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและแปรรูปอาหารของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในการนำเสนอ ฝ่ายไทยได้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงเสริม (complementarity) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป โดยสหภาพยุโรปมีจุดแข็งด้านการผลิตสินค้านมคุณภาพสูง เทคโนโลยี และนวัตกรรม ขณะที่ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการแปรรูปอาหาร การกระจายสินค้า และการเข้าถึงตลาดในภูมิภาคอาเซียนและตลาดเกิดใหม่ ซึ่งสามารถนำวัตถุดิบจากสหภาพยุโรปไปเพิ่มมูลค่าและส่งออกต่อไปยังตลาดที่มีศักยภาพ นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้กล่าวถึงแนวโน้มความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์นมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการขยายตัวของชนชั้นกลาง การตระหนักด้านโภชนาการ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรปกับภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์นมมูลค่าเพิ่ม ในส่วนของกรอบความร่วมมือ ฝ่ายไทยได้เน้นความสำคัญของการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเข้าถึงตลาด ลดอุปสรรคทางการค้า และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองฝ่าย รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่โปร่งใสและคาดการณ์ได้มากขึ้น โดยภาพรวม การนำเสนอของฝ่ายไทยได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุม และก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในประเด็นบทบาทของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานอาหารโลก และโอกาสในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างสหภาพยุโรปกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้






