free page hit counter

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Office of Agricultural Affairs | Royal Thai Embassy, Brussels
HomeRegulationคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปออกแถลงการณ์เตรียมการหารือกับรัฐสภายุโรปในการปรับเงื่อนไขและผ่อนผันกำหนดการบังคับใช้กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR)  

คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปออกแถลงการณ์เตรียมการหารือกับรัฐสภายุโรปในการปรับเงื่อนไขและผ่อนผันกำหนดการบังคับใช้กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR)  

worms eyeview of green trees
Photo by Felix Mittermeier on Pexels.com

ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Council of the European Union) ได้มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ (press release) ว่าได้ให้การรับรองกรอบอำนาจการเจรจา (Negotiating mandate) สำหรับการพิจารณาปรับแก้กฎระเบียบ EUDR และเห็นชอบต่อข้อเสนอของ DG ENV ในการเสนอปรับเงื่อนไขและผ่อนผันกำหนดการบังคับใช้ EUDR นอกจากนี้ คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปได้แสดงความพร้อมที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการหารือกับรัฐสภายุโรป (European Parliament) เพื่อพิจารณาการแก้ไขเฉพาะจุด (targeted revision) ของกฎระเบียบ EUDR โดยสาระสำคัญของข้อเสนอสรุปได้ ดังนี้

1) การเลื่อนกำหนดการบังคับใช้: คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปเสนอให้เลื่อนวันเริ่มบังคับใช้ให้แก่ผู้ประกอบการทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน (uniform postponement) เป็นระยะเวลา 1 ปี ไปจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 เพื่อสะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับความพร้อมของบริษัท หน่วยงานรัฐ และระบบข้อมูลกลางของสหภาพยุโรป โดยกำหนดใหม่ คือ

      – ผู้ประกอบการรายใหญ่และรายกลาง (Large and Medium operators): เริ่มบังคับใช้ 30 ธันวาคม 2569

  –  ผู้ประกอบการรายย่อย (Micro and Small operators): เริ่มบังคับใช้ 30 มิถุนายน 2570

ทั้งนี้คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป เห็นชอบให้ยกเลิกช่วงเปลี่ยนผ่าน (Grace Period) ที่ DG ENV เสนอไว้เดิม และเปลี่ยนเป็นการเลื่อนวันบังคับใช้ข้างต้นที่ชัดเจนแทน

2) ลดภาระผู้ประกอบการและทำให้กฎระเบียบง่ายต่อการดำเนินการ: คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปเห็นชอบกับข้อเสนอของ DG ENV ในการทำให้กฎระเบียบมีความง่ายและเหมาะสมต่อการดำเนินการ (Target simplification) โดยเฉพาะแก่ผู้ประกอบการปลายน้ำ (ผู้ผลิตหรือผู้ค้าปลีกในยุโรป) ดังนี้

2.1) การยื่น Due Diligence Statement (DDS) โดยให้ผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรปเป็นรายแรก เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการยื่น DDS ในระบบเพียงครั้งเดียว และผู้ประกอบการปลายน้ำและผู้ค้า ไม่จำเป็นต้องยื่น DDS ซ้ำ แต่ต้องเก็บรักษาและส่งต่อหมายเลขอ้างอิงของ DDS เดิม

2.2) ผู้ประกอบการรายย่อยที่เป็นผู้ผลิตเบื้องต้น (Micro and Small Primary Operators) สามารถยื่นเอกสารรับรองแบบครั้งเดียว (one-off simplified declaration) แทนการยื่น DDS สำหรับทุกรายการสินค้า

3) การประเมินผลกระทบและภาระต่อผู้ประกอบการ: คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปยังได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการยุโรป ดำเนินการประเมินผลกระทบจากการปรับแก้กฎระเบียบ EUDR รวมทั้งภาระทางเอกสารที่มีต่อผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มบริษัทขนาดเล็กและเล็กมาก ภายในวันที่ 30 เมษายน 2569 พร้อมทั้งจัดทำข้อเสนอทางกฎหมายเพิ่มเติม (หากมีความจำเป็น)

4) ขั้นตอนต่อไป: ภายใต้กรอบอำนาจการเจรจาฉบับนี้ คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปจะเริ่มหารือร่วมกับรัฐสภายุโรปเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันภายในระยะเวลาอันใกล้ ก่อนที่กฎระเบียบ EUDR จะมีผลบังคับตามกำหนดการเดิมในวันที่ 30 ธันวาคม 2568  

รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้จาก https://www.consilium.europa.eu/en/press/press-releases/2025/11/19/deforestation-council-ready-to-start-talks-with-parliament-on-a-targeted-revision-of-the-regulation/

—————–

*กฎระเบียบ EUDR จะมีผลบังคับใช้โดยตรงกับผู้ประกอบการในสหภาพยุโรป เพื่อป้องกันไม่ให้มีการจำหน่ายสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อการทำลายป่า ทั้งสินค้าภายในสหภาพยุโรปและสินค้านำเข้ามาจำหน่ายในสหภาพยุโรป ครอบคลุมสินค้า ได้แก่ (1) วัว (2) โกโก้ (3) กาแฟ (4) ปาล์มน้ำมัน (5) ยางพารา (6) ถั่วเหลือง และ (7) ไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ผลิตจากสินค้าดังกล่าว อาทิ ช็อคโกแลต เฟอร์นิเจอร์ กระดาษ ถ่าน และสินค้าที่มีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการของสหภาพยุโรปที่จะมีการจำหน่าย นำเข้า หรือส่งออกสินค้าข้างต้น มีภาระผูกพันในการกรอกข้อมูล Due Diligence Statement (DDS) ในฐานข้อมูลของสหภาพยุโรป (Information System-IS)

**การขยายระยะเวลาบังคับใช้กฎหมายฯ ครั้งที่ 1 ตามมาตรา 38 (EUDR- Regulation (EU) 2023/1115) ให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการหลัก 2 กลุ่ม ดังนี้ -กลุ่มบริษัทใหญ่ (large companies): ขยายเวลาให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2568 (จากเดิมมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 ธันวาคม 2567) และ – กลุ่มบริษัทขนาดเล็กและเล็กมาก (micro-and small enterprises) ขยายเวลาให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 (จากเดิมมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 มิถุนายน 2568)