การปรับปรุงกฎระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยวัสดุขยายพันธุ์พืช (Plant Reproductive Material: PRM) ซึ่งเป็นกฎระเบียบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับระบบการผลิต การรับรอง และการค้าพันธุ์พืชในตลาดสหภาพยุโรป โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
1. เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Council of the EU) ได้มีมติเห็นชอบกรอบเจรจาร่วม (negotiating mandate) ต่อข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปในการจัดทำกฎระเบียบฉบับใหม่ว่าด้วยวัสดุขยายพันธุ์พืช (PRM) โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงกฎหมายเดิมที่ใช้บังคับมาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503) ให้สอดคล้องกับบริบทด้านความยั่งยืน ความหลากหลายทางชีวภาพ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน
2. สาระสำคัญของกฎระเบียบฉบับใหม่ คือ การรวบรวมกฎหมายเดิม 10 ฉบับที่แยกตามชนิดพืชมาเป็นกฎระเบียบเดียว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรม (agrobiodiversity) สนับสนุนพันธุ์พืชท้องถิ่นและพันธุ์เฉพาะกลุ่ม ตลอดจนเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้ปรับปรุงพันธุ์และผู้ประกอบการในการใช้วัสดุพันธุ์ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นให้วัสดุสืบพันธุ์พืชที่วางจำหน่ายในสหภาพยุโรปมีคุณภาพสูงและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงของยุโรป ตลอดจนรองรับเทคนิคการปรับปรุงพันธุ์สมัยใหม่ อาทิ เครื่องมือดิจิทัลและชีวโมเลกุล ที่ไม่เคยมีในยุคที่กฎหมายเดิมร่างขึ้น
3. ร่างกฎระเบียบ PRM ฉบับใหม่นี้จะครอบคลุมเมล็ดพันธุ์และส่วนขยายพันธุ์พืชอื่น ๆ ที่ใช้ในการขยายพันธุ์พืชเชิงพาณิชย์ทุกประเภท แต่จะไม่ครอบคลุมวัสดุสืบพันธุ์ของป่าไม้ วัสดุเพื่อการประดับ วัสดุที่ส่งออกไปยังประเทศนอกสหภาพยุโรป ตลอดจนวัสดุชีวภาพที่ใช้ในธนาคารยีนหรือเพื่อการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์เท่านั้น กล่าวคือ กฎระเบียบนี้มุ่งกำกับดูแลเฉพาะวัสดุพันธุ์ที่จะวางจำหน่ายในตลาดภายในสหภาพยุโรปเป็นหลัก
4. การพิจารณาของคณะมนตรีฯ ครั้งนี้ ที่ประชุมได้ปรับแก้ร่างข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปบางประการเพื่อให้กฎระเบียบปฏิบัติได้จริงและลดภาระแก่ทั้งหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการ ตัวอย่างเช่น ได้เห็นชอบให้การทดสอบคุณค่าต่อการเพาะปลูกและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน (Value for Sustainable Cultivation and Use – VSCU) เป็นข้อบังคับสำหรับการขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชการเกษตรบางประเภท (ยกเว้นหญ้าสนามหญ้า) มันฝรั่ง และองุ่น นอกจากนี้ยังปรับปรุงระบบการตรวจสอบและควบคุม โดยยกเว้นการจดทะเบียนพันธุ์พืชออกจากขอบเขตของกฎระเบียบด้านการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ (official controls) เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน อีกทั้งยังคงกำกับดูแลการใช้เมล็ดพันธุ์โดยบุคคลทั่วไปและการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ระหว่างเกษตรกรหรือชุมชนให้อยู่ในขอบเขตของกฎระเบียบ แต่ได้เพิ่มมาตรการคุ้มครองและกำหนดให้ทบทวนผลการบังคับใช้ในส่วนนี้หลังครบ 5 ปี เพื่อป้องกันผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ภายหลังจากการเห็นชอบกรอบเจรจาร่วมของคณะมนตรีฯ แล้ว
5. ขั้นตอนถัดไป คือ การเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปและรัฐสภายุโรป (trilogue) เพื่อจัดทำข้อความกฎหมายฉบับสุดท้าย ซึ่งคาดว่าจะมีความคืบหน้าในช่วงต้นปี 2569 ทั้งนี้ สามารถสืบค้นข้อมมูลเพิ่มเติมได้ที่

