คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศ Regulation (EU) 2025/2083 ว่าด้วย การปรับแก้ Regulation (EU) 2023/956 เกี่ยวกับการปรับเกณฑ์เพื่อให้การดำเนินการตามกลไกการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) มีความเรียบง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (simplifying and strengthening) ใน EU Official Journal L series โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
- ช่วงระยะเวลาเปลี่ยน CBAM: ตั้งแต่ที่สหภาพยุโรปเริ่มปรับใช้ช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านของ CBAM ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2566 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ทำการรวบรวมข้อมูลจากการดำเนินงานตามกลไกปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ซึ่งจากการรายงานผลตามไตรมาสที่ยื่นโดยผู้สำแดง (reporting declarants) ชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่ควรทำให้กลไกของ CBAM มีความเรียบง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานจริงของ CBAM ซึ่งช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านจะสิ้นสุดลงในวันที่ 1 มกราคม 2026 นี้
- การปรับแก้เกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง:
2.1 เกณฑ์ “de minimis exemption” (ยกเว้นให้กับการนำเข้าที่มีปริมาณน้อยมาก) จากเดิมภายใต้มาตรา 23 Council Regulation (EC) No 1186/2009 กำหนดว่า ผู้นำเข้าสินค้าที่อยู่ภายใต้ CBAM (เช่น เหล็ก-เหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย ซีเมนต์) ถ้ามีปริมาณสินค้านำเข้ามูลค่ารวมไม่เกิน 150 ยูโรต่อการส่งหนึ่งครั้ง (per consignment) จะได้รับการยกเว้นจากภาระบางรายการ อาทิ การรายงาน การซื้อ และการส่งมอบใบรับรอง CBAM หากปัจจุบันเห็นควรกำหนดให้เปลี่ยนไปใช้เกณฑ์มวลรวมเดียว (single mass-based threshold) ซึ่งกำหนดเกณฑ์ใหม่ โดยคำนวณจากน้ำหนักสุทธิสะสมของสินค้านำเข้าในแต่ละปีปฏิทินต่อผู้นำเข้า (เกณฑ์มวลรวมเดียว) โดยกำหนดเบื้องต้นไว้ที่ปริมาณ 50 ตัน ในกรณีที่น้ำหนักสุทธิของสินค้าทั้งหมดที่นำเข้าโดยผู้นำเข้าใน 1 ปีปฏิทินรวมกันไม่เกินเกณฑ์มวลรวมเดียว กำหนดให้ผู้นำเข้าดังกล่าวได้รับการยกเว้นภาระผูกพันภายใต้ระเบียบ CBAM อย่างไรก็ดี การยกเว้นนี้ ไม่ครอบคลุมสินค้านำเข้า “ไฟฟ้า” หรือ “ไฮโดรเจน” (electricity & hydrogen)
2.2 การกำหนดเกณฑ์มาตรฐานปริมาณการปล่อยมลพิษแบบมวลรวมเดียว (single mass-based threshold): มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มั่นใจว่าอย่างน้อย 99% ของการปล่อยมลพิษที่แฝงอยู่ในสินค้านำเข้ายังคงอยู่ภายใต้ขอบเขตของ CBAM โดยการยกเว้นแบบ de minimis จึงใช้กับการปล่อยมลพิษที่แฝงอยู่ในสินค้านำเข้าได้ไม่เกิน 1% ซึ่งเป็นแนวทางที่เข้มแข็งและตรงเป้าหมายของ CBAM ช่วยลดภาระการบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับ CBAM ให้แก่ผู้นำเข้า ทั้งนี้ เกณฑ์มาตรฐานปริมาณมลพิษแบบมวลรวมยังช่วยขจัดความเสี่ยงจากการหลีกเลี่ยงภาษีที่เกิดจากการแบ่งแยกสินค้าโดยผู้นำเข้ารายเดียว
3. การยื่นสำแดง CBAM: ผู้ยื่นสำแดง CBAM ที่ได้รับอนุญาตต้องยื่นสำแดง CBAM ประจำปี และส่งมอบใบรับรองตามจำนวนที่สอดคล้องภายในวันที่ 30 กันยายนของปีถัดจากปีที่นำเข้า ซึ่งการยื่นสำแดงในภายหลังจะช่วยให้ผู้ยื่นสำแดง CBAM ที่ได้รับอนุญาตมีเวลามากขึ้นในการรวบรวมข้อมูล และตรวจสอบให้สอบให้แน่ใจว่าการปล่อยมลพิษฝังตัวได้รับการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบที่ได้รับการรับรอง และซื้อใบรับรองCBAM ตามจำนวนที่สอดคล้องรวมถึงเปลี่ยนวันยกเลิกใบรับรอง CBAM ให้เหมาะสม
4. การคำนวณการปล่อยคาร์บอนฝังในสินค้า (embedded emissions) ในสินค้าอะลูมิเนียมและเหล็กบางประเภท ที่ปัจจุบันรวมอยู่ในขอบเขต CBAM ซึ่งถูกกำหนดโดยปริมาณการปล่อยมลพิษฝังตัวของวัตถุดิบ (สารตั้งต้น) เป็นหลัก ในขณะที่การปล่อยมลพิษที่เกิดขึ้นระหว่างขั้นตอนการผลิตสินค้ามีปริมาณค่อนข้างต่ำ เพื่อลดความซับซ้อนในการบังคับใช้กฎ CBAM สำหรับผู้ประกอบการในประเทศที่สาม ปริมาณการปล่อยมลพิษฝังตัวของกระบวนการผลิตประเภทดังกล่าว ควรได้รับการยกเว้นจากการคำนวณปริมาณการปล่อยมลพิษ โดยให้ปรับขอบเขตของระบบกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับขอบเขตที่ครอบคลุมโดย EU ETS แทน
5. การกำหนดราคาคาร์บอนเฉลี่ยรายปี: เพื่ออำนวยความสะดวกในการหักราคาคาร์บอนที่ชำระแล้วอย่างมีประสิทธิภาพในประเทศที่สาม คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นควรกำหนดราคาคาร์บอนเฉลี่ยรายปีเป็นหน่วยยูโร/ตันคาร์บอนไดออกไซด์ของราคาคาร์บอนที่ชำระแล้วอย่างมีประสิทธิภาพ (EUR/tonne of CO2e of the effective carbon price paid)
6. การหักลดหย่อนราคาคาร์บอนที่ชำระแล้วในประเทศที่สาม: ผู้ยื่นสำแดง CBAM ที่ได้รับอนุญาตสามารถขอลดจำนวนใบรับรอง CBAM ที่ต้องส่งมอบ ที่สอดคล้องกับราคาคาร์บอนที่ชำระไปแล้วในประเทศต้นทาง โดยราคาคาร์บอนสามารถชำระได้ในประเทศที่สามที่ไม่ใช่ประเทศนำเข้า โดยให้สามารถหักลดหย่อนราคาคาร์บอนดังกล่าวได้
7. แพลตฟอร์มกลาง (common central platform): สำหรับการจัดการใบรับรอง CBAM กำหนดให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้สำแดงที่ได้รับอนุญาต เพื่อให้ครอบคลุมต้นทุนการจัดตั้งและการดำเนินการของแพลตฟอร์มดังกล่าว
8. การเริ่มจำหน่ายใบรับรอง CBAM: เพื่อให้ผู้ยื่นสำแดง CBAM ที่ได้รับอนุญาตมีเวลาเพียงพอในการเตรียมความพร้อมเพื่อปฏิบัติตามเกณฑ์ที่ปรับแก้ไขภายใต้ระเบียบ CBAM คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเริ่มจำหน่ายใบรับรอง CBAM ในปี 2570 (สำหรับการปล่อยมลพิษที่แฝงอยู่ในสินค้าที่นำเข้าระหว่างปี 2569) เป็นต้นไป โดยราคาของใบรับรอง CBAM ที่ซื้อในปี 2570 ที่สอดคล้องกับการปล่อยมลพิษที่แฝงอยู่ในสินค้าที่นำเข้ามายังสหภาพยุโรปในปี 2569 ควรสะท้อนถึงราคาของค่า EU ETS allowances ในปี 2569
9. ปริมาณใบรับรองและการปล่อยมลพิษ ณ สิ้นไตรมาส: ตั้งแต่ปี 2570 ผู้ยื่นสำแดง CBAM ที่ได้รับอนุญาตมีหน้าที่ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า จำนวนใบรับรอง CBAM ในบัญชีของตนในทะเบียน CBAM ณ ตอนสิ้นไตรมาสในแต่ละไตรมาสต้องสอดคล้องกับปริมาณการปล่อยมลพิษอย่างน้อย 50% ของสินค้าที่นำเข้าตั้งแต่ต้นปี (ลดสัดส่วนจากเดิมที่กำหนดไว้ 80%)
10. บทลงโทษ:
10.1 ในกรณีที่ผู้ยื่นสำแดง CBAM ที่ได้รับอนุญาตไม่สามารถส่งมอบใบรับรอง CBAM ตามจำนวนที่ถูกต้อง อันเนื่องมาจากข้อมูลที่ได้รับไม่ถูกต้องจากบุคคลที่สาม อาทิ ผู้ประกอบการ ผู้ตรวจสอบ หรือบุคคลอิสระที่ให้การรับรองเอกสารราคาคาร์บอน ในกรณีดังกล่าว เมื่อหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลักของประเทศสมาชิกกำหนดบทลงโทษ ควรพิจารณาโดยคำนึงถึงสถานการณ์เฉพาะที่เกี่ยวข้อง อาทิ ระยะเวลา ความร้ายแรง ขอบเขต ลักษณะการกระทำโดยเจตนาหรือโดยความประมาทเลินเล่อ หรือการไม่ปฏิบัติตามซ้ำๆ หรือระดับความร่วมมือของผู้ยื่นสำแดง CBAM ซึ่งจะช่วยลดจำนวนค่าปรับในกรณีที่เกิดข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือโดยไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น
10.2 ผู้นำเข้ารายอื่นนอกเหนือจากผู้สำแดง CBAM ที่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีการนำเข้าเกินเกณฑ์มวลรวมเดียว (single mass-based threshold) ต้องได้รับบทลงโทษตามมาตรา 26(2a) อย่างไรก็ดี หน่วยงานผู้รับผิดชอบหลักของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปสามารถกำหนดโทษที่ต่ำกว่าที่กำหนดได้ หากเกณฑ์มวลรวมในการนำเข้าสินค้า (single mass-based threshold) ไม่เกิน 10% ของเกณฑ์ดังกล่าว
11. การละเว้นจากข้อกำหนด CBAM: กำหนดให้ดินขาวเคโอลินิกที่ไม่ได้ผ่านการเผา (non-calcined kaolinic clays) ได้รับการยกเว้นจากขอบเขตระเบียบ CBAM
12. ภาคผนวก II ของ Regulation (EU) 2023/956: กำหนดให้เพิ่ม “ไฟฟ้า” ให้อยู่ในรายการสินค้าที่พิจารณาเฉพาะการปล่อยมลพิษทางตรงในการคำนวณการปล่อยมลพิษฝังตัว
13. การลดความซับซ้อนของวิธีการกำหนดค่าปริยาย (default values) ในกรณีที่ไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ของประเทศผู้ส่งออกในสินค้า CBAM บางประเภท กรณีดังกล่าว เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน จึงควรกำหนดค่าปริยายที่ระดับความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซโดยเฉลี่ยของประเทศผู้ส่งออก 10 ประเทศที่มีความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซสูงสุด ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของ CBAM ทั้งนี้ ไม่กระทบต่อความเป็นไปได้ในการปรับค่าปริยายดังกล่าวตามคุณลักษณะเฉพาะของแต่ละภูมิภาค ตามที่ระบุในข้อ 7 ของภาคผนวก IV ของระเบียบ CBAM
14. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 3 วันหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 17 ตุลาคม 2568 ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code


