free page hit counter

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Office of Agricultural Affairs | Royal Thai Embassy, Brussels
HomeRegulationสหภาพยุโรปอนุญาตสารเสริมในอาหารสัตว์

สหภาพยุโรปอนุญาตสารเสริมในอาหารสัตว์

cows behind the fence eating hay
Photo by Fredox Carvalho on Pexels.com

1. Commission Implementing Regulation (EU) 2025/2500 ว่าด้วย การอนุญาตให้ preparation จากเชื้อแบคทีเรีย Bacillus velezensis NRRL B-67647, Bacillus pumilus NRRL B-67648 และ Bacillus licheniformis NRRL B-67649 เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน Official Journal of the European Union   ชุด L  โดยมีรายละเอียดดังนี้

    1)  คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบอนุญาตให้ preparation จากเชื้อแบคทีเรีย Bacillus velezensis NRRL B-67647, Bacillus pumilus NRRL B-67648 และ Bacillus licheniformis NRRL B-67649 เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มสารเสริมเฉพาะทางสำหรับสัตว์ (zootechnical additives) เพื่อช่วยควบคุมเชื้อในกระเพาะ (gut flora stabilisers) และอนุญาตให้ใช้กับสัตว์ปีกเพื่อขุน และนกสวยงาม เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2579 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน      

     2)  คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดการใช้สารเสริมที่ระดับต่ำสุด ไม่เกิน 3 x 107 CFU/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)

     3)  กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 12 ธันวาคม 2568) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

2. Commission Implementing Regulation (EU) 2025/2503 ว่าด้วย การอนุญาตให้ preparation จาก endo-1,4-beta-xylanase, endo-1,4-beta-glucanase และ xyloglucan-specific-endo-beta-1,4-glucanase ที่ผลิตโดยเชื้อรา Trichoderma citrinoviride DSM 33578 เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้

    1) คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบอนุญาตให้ preparation จาก endo-1,4-beta-xylanase, endo-1,4-beta-glucanase และ xyloglucan-specific-endo-beta-1,4-glucanase ที่ผลิตโดยเชื้อรา Trichoderma citrinoviride DSM 33578 เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มสารเสริมเฉพาะทางสำหรับสัตว์ (zootechnical additives) เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการย่อยอาหาร (digestibility enhancers) และอนุญาตให้ใช้กับสัตว์ปีก นอกเหนือจากสัตว์ปีกเพื่อขุน เพื่อไข่ และเพื่อเพาะพันธุ์ สุกร นอกเหนือจากสุกรเพศเมีย (sows) เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ ไปจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2579 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน

    2) คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดการใช้สารเสริมที่ระดับต่ำสุดในสัตว์ ดังนี้

        – Endo-1,4-be-ta-xylanase 1,500 EPU หน่วยกิจกรรม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)        

        – Endo-1,4-beta-glucanase   100 CU หน่วยกิจกรรม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)

        – Xyloglucan-specific endo-beta-1,4-glucanase 100 XGU หน่วยกิจกรรม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)                    

    3) กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 12 ธันวาคม 2568) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code  ดังนี้

3. Commission Implementing Regulation (EU) 2025/2505 ว่าด้วย การอนุญาตให้ guanidinoacetic acid และ preparation จาก guanidinoacetic acid เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้

    1) คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบให้ guanidinoacetic acid และ preparation จาก guanidinoacetic acid เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มสารเสริมเฉพาะทางสำหรับสัตว์ (zootechnical additives) เพื่อช่วยเพิ่มพารามิเตอร์สมรรถภาพสัตว์ (improvement of performance parameters) และอนุญาตให้ใช้กับลูกสุกรหย่านม สุกรเพื่อขุน ไก่งวงเพื่อขุนและเพื่อเพาะพันธุ์ เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2579 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน

    2) คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดปริมาณการใช้สารเสริมที่ระดับต่ำสุด/สูงสุดในสัตว์ ดังนี้

        2.1) ลูกสุกรหย่านมและสุกรเพื่อขุน

               – ขั้นต่ำสุด ที่ปริมาณ 200 มิลลิกรัมของ guanidinoacetic acid/ลิตรของน้ำดื่มสัตว์

                – ขั้นสูงสุด ที่ปริมาณ 600 มิลลิกรัมของ guanidinoacetic acid/ลิตรของน้ำดื่มสัตว์

        2.2) ไก่งวงเพื่อขุนและเพื่อเพาะพันธุ์

               – ขั้นต่ำสุด ที่ปริมาณ 600 มิลลิกรัมของ guanidinoacetic acid/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)

                – ขั้นสูงสุด ที่ปริมาณ 1,200 มิลลิกรัมของ guanidinoacetic acid/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)

               – ขั้นต่ำสุด ที่ปริมาณ 300 มิลลิกรัมของ guanidinoacetic acid/ลิตรของน้ำดื่มสัตว์

                – ขั้นสูงสุด ที่ปริมาณ 600 มิลลิกรัมของ guanidinoacetic acid/ลิตรของน้ำดื่มสัตว์

    3) กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 12 ธันวาคม 2568) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

4.  Commission Implementing Regulation (EU) 2025/2513 ว่าด้วย การอนุญาตให้ copper(II)-betaine complex เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้

    1) คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบอนุญาตให้ copper(II)-betaine complex เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มสารเสริมทางโภชนาการ (nutritional additives) เพื่อช่วยเพิ่มแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย (compounds of trace elements)  และอนุญาตให้ใช้กับสัตว์ทุกชนิด เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2579 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่ชุดป้องกัน

     2) คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดการใช้สารเสริมที่ระดับสูงสุดในสัตว์ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

         – วัว (ก่อนเริ่มเคี้ยวเอื้อง) ระดับสูงสุดไม่เกิน 15 ของแร่ธาตุ (Cu) มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)

         – วัวอื่นๆ ระดับสูงสุดไม่เกิน 30 ของแร่ธาตุ (Cu) มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)

          – แกะ ระดับสูงสุดไม่เกิน 15 ของแร่ธาตุ (Cu) มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)

          – แพะ ระดับสูงสุดไม่เกิน 35 ของแร่ธาตุ (Cu) มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)

          – ลูกสุกรยังไม่หย่านม/หย่านม ระดับสูงสุดไม่เกิน 150 ของแร่ธาตุ (Cu) มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)

          – ลูกสุกร ระดับสูงสุดไม่เกิน 100 ของแร่ธาตุ (Cu) มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)

          – ครัชเตเชียน ระดับสูงสุดไม่เกิน 150 ของแร่ธาตุ (Cu) มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)

          – สัตว์ชนิด/ประเภทอื่นๆ ระดับสูงสุดไม่เกิน 25 ของแร่ธาตุ (Cu) มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)

    3) กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 12 ธันวาคม 2568) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้