1. Commission Implementing Regulation (EU) 2025/2500 ว่าด้วย การอนุญาตให้ preparation จากเชื้อแบคทีเรีย Bacillus velezensis NRRL B-67647, Bacillus pumilus NRRL B-67648 และ Bacillus licheniformis NRRL B-67649 เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้
1) คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบอนุญาตให้ preparation จากเชื้อแบคทีเรีย Bacillus velezensis NRRL B-67647, Bacillus pumilus NRRL B-67648 และ Bacillus licheniformis NRRL B-67649 เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มสารเสริมเฉพาะทางสำหรับสัตว์ (zootechnical additives) เพื่อช่วยควบคุมเชื้อในกระเพาะ (gut flora stabilisers) และอนุญาตให้ใช้กับสัตว์ปีกเพื่อขุน และนกสวยงาม เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2579 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน
2) คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดการใช้สารเสริมที่ระดับต่ำสุด ไม่เกิน 3 x 107 CFU/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
3) กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 12 ธันวาคม 2568) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

2. Commission Implementing Regulation (EU) 2025/2503 ว่าด้วย การอนุญาตให้ preparation จาก endo-1,4-beta-xylanase, endo-1,4-beta-glucanase และ xyloglucan-specific-endo-beta-1,4-glucanase ที่ผลิตโดยเชื้อรา Trichoderma citrinoviride DSM 33578 เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้
1) คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบอนุญาตให้ preparation จาก endo-1,4-beta-xylanase, endo-1,4-beta-glucanase และ xyloglucan-specific-endo-beta-1,4-glucanase ที่ผลิตโดยเชื้อรา Trichoderma citrinoviride DSM 33578 เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มสารเสริมเฉพาะทางสำหรับสัตว์ (zootechnical additives) เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการย่อยอาหาร (digestibility enhancers) และอนุญาตให้ใช้กับสัตว์ปีก นอกเหนือจากสัตว์ปีกเพื่อขุน เพื่อไข่ และเพื่อเพาะพันธุ์ สุกร นอกเหนือจากสุกรเพศเมีย (sows) เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ ไปจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2579 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน
2) คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดการใช้สารเสริมที่ระดับต่ำสุดในสัตว์ ดังนี้
– Endo-1,4-be-ta-xylanase 1,500 EPU หน่วยกิจกรรม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
– Endo-1,4-beta-glucanase 100 CU หน่วยกิจกรรม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
– Xyloglucan-specific endo-beta-1,4-glucanase 100 XGU หน่วยกิจกรรม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
3) กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 12 ธันวาคม 2568) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code ดังนี้

3. Commission Implementing Regulation (EU) 2025/2505 ว่าด้วย การอนุญาตให้ guanidinoacetic acid และ preparation จาก guanidinoacetic acid เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้
1) คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบให้ guanidinoacetic acid และ preparation จาก guanidinoacetic acid เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มสารเสริมเฉพาะทางสำหรับสัตว์ (zootechnical additives) เพื่อช่วยเพิ่มพารามิเตอร์สมรรถภาพสัตว์ (improvement of performance parameters) และอนุญาตให้ใช้กับลูกสุกรหย่านม สุกรเพื่อขุน ไก่งวงเพื่อขุนและเพื่อเพาะพันธุ์ เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2579 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน
2) คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดปริมาณการใช้สารเสริมที่ระดับต่ำสุด/สูงสุดในสัตว์ ดังนี้
2.1) ลูกสุกรหย่านมและสุกรเพื่อขุน
– ขั้นต่ำสุด ที่ปริมาณ 200 มิลลิกรัมของ guanidinoacetic acid/ลิตรของน้ำดื่มสัตว์
– ขั้นสูงสุด ที่ปริมาณ 600 มิลลิกรัมของ guanidinoacetic acid/ลิตรของน้ำดื่มสัตว์
2.2) ไก่งวงเพื่อขุนและเพื่อเพาะพันธุ์
– ขั้นต่ำสุด ที่ปริมาณ 600 มิลลิกรัมของ guanidinoacetic acid/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
– ขั้นสูงสุด ที่ปริมาณ 1,200 มิลลิกรัมของ guanidinoacetic acid/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
– ขั้นต่ำสุด ที่ปริมาณ 300 มิลลิกรัมของ guanidinoacetic acid/ลิตรของน้ำดื่มสัตว์
– ขั้นสูงสุด ที่ปริมาณ 600 มิลลิกรัมของ guanidinoacetic acid/ลิตรของน้ำดื่มสัตว์
3) กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 12 ธันวาคม 2568) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

4. Commission Implementing Regulation (EU) 2025/2513 ว่าด้วย การอนุญาตให้ copper(II)-betaine complex เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้
1) คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบอนุญาตให้ copper(II)-betaine complex เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มสารเสริมทางโภชนาการ (nutritional additives) เพื่อช่วยเพิ่มแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย (compounds of trace elements) และอนุญาตให้ใช้กับสัตว์ทุกชนิด เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2579 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่ชุดป้องกัน
2) คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดการใช้สารเสริมที่ระดับสูงสุดในสัตว์ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
– วัว (ก่อนเริ่มเคี้ยวเอื้อง) ระดับสูงสุดไม่เกิน 15 ของแร่ธาตุ (Cu) มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
– วัวอื่นๆ ระดับสูงสุดไม่เกิน 30 ของแร่ธาตุ (Cu) มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
– แกะ ระดับสูงสุดไม่เกิน 15 ของแร่ธาตุ (Cu) มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
– แพะ ระดับสูงสุดไม่เกิน 35 ของแร่ธาตุ (Cu) มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
– ลูกสุกรยังไม่หย่านม/หย่านม ระดับสูงสุดไม่เกิน 150 ของแร่ธาตุ (Cu) มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
– ลูกสุกร ระดับสูงสุดไม่เกิน 100 ของแร่ธาตุ (Cu) มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
– ครัชเตเชียน ระดับสูงสุดไม่เกิน 150 ของแร่ธาตุ (Cu) มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
– สัตว์ชนิด/ประเภทอื่นๆ ระดับสูงสุดไม่เกิน 25 ของแร่ธาตุ (Cu) มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
3) กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 12 ธันวาคม 2568) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้


