free page hit counter

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Office of Agricultural Affairs | Royal Thai Embassy, Brussels
HomeRegulationEUDRสหภาพยุโรปเผยแพร่กฎระเบียบแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) อย่างเป็นทางการใน Official Journal of the European Union

สหภาพยุโรปเผยแพร่กฎระเบียบแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) อย่างเป็นทางการใน Official Journal of the European Union

worms eyeview of green trees
Photo by Felix Mittermeier on Pexels.com

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Regulation (EU) 2025/2650 อย่างเป็นทางการใน Official Journal of the European Union (OJ) ชุด L ซึ่งเป็นกฎระเบียบแก้ข้อเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการและผู้ค้า (operators and traders) ภายใต้กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR – Regulation (EU) 2023/1115) เพื่อปรับปรุงกรอบการบังคับใช้และขยายเวลาการปรับใช้กฎระเบียบดังกล่าวออกไปอีก 1 ปี จากเดิมที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 ธันวาคม 2568 โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

 1. วัตถุประสงค์ของการปรับแก้กฎระเบียบ EUDR: เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติและลดภาระด้านการบริหารจัดการ (administrative burden) อาทิ การแยกบทบาทผู้ประกอบการปลายน้ำออกจากผู้วางจำหน่ายครั้งแรกและผู้ส่งออก การผ่อนผันเฉพาะกลุ่มให้แก่ผู้ผลิตต้นน้ำรายย่อยในประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ การลดการยื่น Due Diligence Statement: DDS) ที่ซ้ำซ้อน การกำหนดการตรวจสอบของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปให้เป็นไปตามระดับความเสี่ยงและรายสินค้า ตลอดจนการเลื่อนกำหนัดบังคับใช้กฎหมายเพื่อรองรับความพร้อมระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง

2. การปรับแก้ที่เกี่ยวข้อง

2.1 มาตรา 2 Definitions (นิยาม): มีการปรับนิยาม operator ให้ไม่รวมผู้ประกอบการปลายน้ำ (downstream operators) และเพิ่มคำนิยามใหม่สำหรับ (1) micro or small primary operator หมายถึง ผู้ผลิตต้นน้ำรายย่อยหรือรายเล็กมากในประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำซึ่งวางจำหน่ายหรือส่งออกเฉพาะของที่ตนผลิตเอง (2) downstream operator หมายถึง ผู้ประกอบการปลายน้ำที่นำสินค้าซึ่งถูกครอบคลุม
ด้วย due diligence หรือ simplified declaration (SD) แล้ว ไปวางจำหน่ายหรือส่งออกต่อ (3) trader หมายถึง ผู้ค้า ได้แก่ บุคคลที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน นอกเหนือจากผู้ประกอบการหรือผู้ประกอบการปลายน้ำ ซึ่งในระหว่างการดำเนินกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ได้นำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องออกสู่ตลาด ทั้งนี้ ได้มีการปรับนิยาม SMEs (Micro, Small and Medium-Sized Enterprises) ให้ไม่ผูกกับรูปแบบนิติบุคคล

2.2 มาตรา 3 Conditions for placing/making available/exporting: กำหนดให้การวางจำหน่ายหรือส่งออกสินค้าจะต้องครอบคลุมด้วย DDS หรือ SD แล้วแต่กรณี

2.3 มาตรา 4 Obligations of operatorsและมาตรา 4a(ใหม่): ข้อบังคับสำหรับผู้ประกอบการกำหนดให้ DSS หรือ SD ต้องพร้อมสำหรับการให้ตรวจสอบตามระบุในมาตรา 3 โดยต้องเก็บบันทึกไว้อย่างน้อย 5 ปี พร้อมทั้งปรับหน้าที่การแจ้งเตือนกรณีมีข้อมูลใหม่หรือมีข้อกังวลที่มีมูลความเสี่ยง โดยลดภาระที่ซ้ำซ้อน และเพิ่มมาตรา 4a New Simplified regime for micro or small primary operators เพื่อยกเว้นบางหน้าที่หลักของมาตรา 4 การกำหนดให้ส่ง one-time simplified declaration ก่อนวางจำหน่าย/ส่งออกสินค้า รวมทั้งการอนุญาตให้ใช้ที่อยู่ไปรษณีย์แทนพิกัดทางภูมิศาสตร์ (geolocation)

2.4 มาตรา 5 Obligations of traders/downstream operator: กำหนดข้อบังคับสำหรับผู้ประกอบการปลายน้ำ (downstream operators) ในลักษณะเดียวกับผู้ค้า (traders) ที่ต้องลงทะเบียนในระบบ (ในกรณีที่ไม่ได้เป็น SMEs) ก่อนการวางจำหน่ายสินค้าหรือการส่งออก  

2.5 มาตรา  6 Authorised representative: เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถมอบหมายให้ตัวแทนที่ได้รับอนุญาตส่ง DDS หรือ SD ในนามของตนเองได้

2.6 มาตรา 8 Due diligence: กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องดำเนินการสอบทานธุรกิจอย่างรอบคอบสำหรับสินค้าที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก่อนการวางจำหน่ายในตลาดหรือการส่งออก

2.7 มาตรา 9 Information requirements: กำหนดให้การระบุปริมาณของสินค้าที่นำเข้ามายังตลาดหรือออกจากตลาด จะต้องระบุเป็นกิโลกรัม (ปริมาณสุทธิ) และหน่วยเสริมตามที่กำหนดไว้ในภาคผนวก I Council Regulation (EEC) No 2658/87 ตามรหัสพิกัดศุลกากร (Harmonised System: HS) หรือในกรณีอื่นๆ ปริมาณจะต้องระบุเป็นปริมาณสุทธิ ปริมาตร หรือจำนวนสินค้า (ถ้ามี) และสามารถใช้หน่วยเสริมตามที่กำหนดไว้ในหัวข้อย่อยภายใต้รหัส HS ที่ระบุไว้ใน DDS หรือ SD ได้

2.8 มาตรา 15 Technical Assistance, Guidance and Exchange of information: คณะกรรมาธิการยุโรปจะจัดทำแนวทางปฏิบัติ (Guidelines) ที่เกี่ยวข้อง โดยการรวบรวมข้อเสนอแนะทางเทคนิคจากแพลตฟอร์มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วน

2.9 มาตรา 16, มาตรา 17 และมาตรา 18 Obligation to carry out checks: กำหนดบทบาทการตรวจสอบให้ชัดเจน โดยแยกการตรวจสอบผู้ประกอบการ (operators) ออกจากผู้ประกอบการปลายน้ำที่ไม่ใช่ SME (non-SME downstream operators/traders) พร้อมกำหนดอัตราขั้นต่ำของการตรวจสอบรายปีตามระดับความเสี่ยง โดยแยกตามประเภทสินค้า ได้แก่ ความเสี่ยงต่ำ (Low risk) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 1 ความเสี่ยงปานกลาง (Standard risk) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 และความเสี่ยงสูง (High risk) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 9% (รวมถึงไม่น้อยกว่าร้อยละ 9 ของปริมาณ)

2.10 มาตรา 20 Recovery of costs by competent authorities: เปิดให้ประเทศสมาชิกสามารถอนุญาตให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบหลักของตนเรียกคืนค่าใช้จ่ายที่เกิดจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกรณีการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดจากผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการปลายน้ำ และผู้ค้าได้

2.11 มาตรา 21 และมาตรา 22 Cooperation and exchange of information and reporting: ปรับกรอบความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการรายงานผลตามความเหมาะสมกับโครงสร้างใหม่

2.12 มาตรา 24 Corrective action in the event of non-compliance: ปรับบทลงโทษให้ประเทศสมาชิกสามารถสั่งการให้ผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการปลายน้ำ หรือผู้ค้าดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องโดยไม่รอช้า เพื่อยุติการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดภายในระยะเวลาที่กำหนดและสมเหตุสมผล

2.13 มาตรา 25 และ มาตรา 26 Penalties and Control: ปรับลดภาระหน้าที่ของผู้ประกอบการปลายน้ำในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ DDS

2.14 มาตรา 27 และมาตรา 28 Cooperation and exchange of information among authorities and Electronic interface: กำหนดกรอบการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐของสหภาพยุโรปที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดให้ระบบ Electronic interface ต้องสามารถใช้งานได้ภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2572 เป็นอย่างช้า  

2.15 มาตรา 31 Natural or legal persons’ substantiated concerns: ขยายขอบเขตการแจ้งข้อกังวลที่พิสูจน์ได้ให้ครอบคลุมผู้ประกอบการปลายน้ำ จากเดิมที่กำหนดเฉพาะผู้ประกอบการและผู้ค้า  

2.16 มาตรา 33 และมาตรา 34 Information system and review: กำหนดการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการปลายน้ำและผู้ค้าที่ไม่ใช่ SME ในระบบ และกำหนดให้คณะกรรมาธิการยุโรปทบทวนการทำกฎระเบียบให้มีความง่ายขึ้น (simplification review)และรายงานผลกระทบภายในวันที่ 30 เมษายน  2569 และทำการทบทวนกฎระเบียบ EUDR ในภาพรวม  ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2573 และอย่างน้อยทุกๆ 5 ปีหลังจากนั้น

2.17 มาตรา 35 Exercise of the delegation: กำหนดให้คณะกรรมาธิการยุโรปมีอำนาจในการปรับใช้กฎระเบียบลำดับรอง ทั้งนี้ ต้องไม่มีการคัดค้าจากรัฐสภายุโรปหรือคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป   

2.18 มาตรา 37 และมาตรา 38 Repeal and Entry into force and date of application: การเลื่อนกำหนดวันเริ่มบังคับใช้ ดังนี้

                            (1) กลุ่มบริษัทใหญ่ (large companies): ขยายเวลาให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2569 จากเดิมวันที่ 30 ธันวาคม 2568 โดยครอบคลุมข้อกำหนดมาตรา 3 – 13มาตรา 16 – 24 มาตรา 26 มาตรา 31 และมาตรา 32

                            (2) กลุ่มบริษัทขนาดเล็กและเล็กมาก (micro-and small enterprises): ขยายเวลาให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2570 จากเดิมวันที่ 30 มิถุนายน 2569 สำหรับผู้ประกอบการซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา หรือเป็นกิจการขนาดเล็กหรือเล็กมาก ตามมาตรา 3 (1) หรือ (2) ของ Directive 2013/34/EU โดยไม่คำนึงถึงรูปแบบทางกฎหมาย และซึ่งได้จัดตั้งเป็นกิจการดังกล่าวภายในวันที่   31 ธันวาคม 2567 ทั้งนี้ ไม่รวมถึงกรณีผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในภาคผนวกของ Regulation (EU) No 995/2010 ซึ่งได้แก่ ไม้และผลิตภัณฑ์ (timber and timber products)  

2.19 ภาคผนวกที่เกี่ยวข้อง

                            (1) ANNEX I: ยกเลิกหนังสือ หนังสือพิมพ์ และสิ่งพิมพ์ (ex 49 Printed books, newspapers, pictures and other products of the printing industry, manuscripts, typescripts and plans, of paper) ออกจากการอยู่ภายใต้ข้อกำหนด EUDR 

                            (2) ANNEX III: New Simplified declaration for micro and small primary operators กำหนดการระบุข้อมูลขั้นต่ำของ one-time simplified declaration สำหรับผู้ประกอบการพื้นฐานขนาดเล็กและเล็กมาก (micro and small primary operators)

                   3. ทั้งนี้ รายละเอียดฉบับเต็มฯ สามารถศึกษาได้จาก QR code