เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 ดร. พรเทพ ศรีธนาธร อัครราชทูต (ฝ่ายการเกษตร) และนายภูริพันธ์ โสภาเสถียรพงศ์ ที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) เข้าร่วมการประชุมหารือเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการเกษตรต่างประเทศ ระหว่างรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายพิศาล พงศาพิชญ์) และหัวหน้าสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ครั้งที่ 1/2563 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2563 ผ่านระบบ VDO Conference โดย สปษ.ยุโรป ได้รายงานสถานการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรไทยในตลาดสหภาพยุโรปให้ที่ประชุมได้รับทราบ เพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารระดับสูงทราบต่อไป
นายพรเทพ ศรีธนาธร ผอ.สปษ.ยุโรป นำทีมลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารไทย
เมื่อวันที่ 11-12 มีนาคม 2563 นายพรเทพ ศรีธนาธร อัครราชทูต (ฝ่ายการเกษตร) และนายภูริพันธ์ โสภาเสถียรพงษ์ ที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) และเจ้าหน้าที่ สปษ.ยุโรป ได้เข้าเยี่ยมและพบปะหารือผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารไทยในนครบรัสเซลล์และเมืองใกล้เคียง จำนวน 3 ราย (ร้านสวนไทย / Asia Brugge / ไทยฟู๊ดสตัฟส์) เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพตลาดของสินค้าเกษตรไทย โอกาสและข้อคิดเห็นจากผู้ประกอบการฯ ในการขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารไทยในเบลเยี่ยม รวมทั้งประเมินผลกระทบต่อผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าฯ จากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ในปัจจุบัน นอกจากนี้ สปษ.ยุโรป ยังได้นำแผ่นพับและโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรไทยไปมอบให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการในการประชาสัมพันธ์อีกทางหนึ่งด้วย









นายพรเทพ ศรีธนาธร ผอ.สปษ.ยุโรป เข้าพบหารือผู้แทน DG-SANTE และ DG-MARE
เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2563 นายพรเทพ ศรีธนาธร อัครราชทูต (ฝ่ายการเกษตร) และนายภูริพันธ์ โสภาเสถียรพงษ์ ที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) ได้เข้าพบปะหารือกับ นาย Roberto Cesari (ผู้อำนวยการกลุ่มด้านการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) และนางสาว Sara Perucho-Martinez (เจ้าหน้าที่โต๊ะไทย) เพื่อกล่าวแนะนำตัวในวาระที่มาดำรงตำแหน่ง อัครราชทูต (ฝ่ายการเกษตร) หรือผู้อำนวยการ สปษ.ยุโรป และขอบคุณ DG MARE ที่ให้ความร่วมมือและการช่วยเหลือในการปฏิรูปและแก้ไขปัญหาประมง IUU ของไทยมาโดยตลอด จนได้รับการปลดใบเหลืองในวันที่ 8 มกราคม 2562 และยินดีจะร่วมประสานงานกับ DG MARE อย่างใกล้ชิดในประเด็นต่างๆ ที่จะนำไปสู่ความร่วมมืออันเป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปต่อไป


พิธีเปิด Thailand Pavilion ในงาน International Green Week ระหว่างวันที่ 17 – 26 มกราคม 2563
เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2563 นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายพรเทพ ศรีธนาธร อัครราชทูต (ฝ่ายการเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ได้เดินทางเข้าร่วมพิธีเปิดคูหาประเทศไทย (Thailand Pavilion) ในงาน International Green Week 2020 ที่กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งจัดโดย สถานเอกอัครราขทูต ณ กรุงเบอร์ลิน
โดยการจัดงานในปีนี้ สปษ. ยุโรป ได้รับความร่วมมือจาก 3 หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ในการนำสินค้าเกษตรและอาหาร อาทิ ผลไม้ไทย ข้าว และจิ้งหรีด มาแสดงในงาน ซึ่งงานดังกล่าวถือเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ และประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหารของไทย โดยในช่วงระหว่างการจัดกิจกรรม IGW 2020 ตั้งแต่วันที่ 17 – 26 มกราคม 2563 ณ คูหาประเทศไทยมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ การสาธิตการทำอาหารไทย น้ำสมุนไพร และการสาธิตการนวดไทยในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการจำหน่ายอาหารไทยที่ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างดี
รายงานปัญหาสินค้าเกษตรและอาหารในสหภาพยุโรป ประจำเดือนกันยายน 2563
สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ขอนำส่งรายงานปัญหาสินค้าเกษตรและอาหารในสหภาพยุโรปประจำเดือนกันยายน 2563 ประกอบด้วย
- ปัญหาการนำเข้า/ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย
- ปัญหาสินค้าเกษตรและอาหารในสหภาพยุโรป
- ปัญหาสารตกค้างในสหภาพยุโรป
เยอรมนีพบหมูป่าติดโรค ASF ในประเทศเป็นครั้งแรก
เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2563 เยอรมนีได้รายงานผลการตรวจพบโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever (ASF) ) เป็นครั้งแรก
ยุทธศาสตร์ Farm to Fork ของสหภาพยุโรป และความร่วมมือกับประเทศที่สาม
เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ได้เข้าร่วมการประชุมชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ Farm to Fork ของสหภาพยุโรป ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งจัดโดยกระทรวงสุขภาพและความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรป (DG SANTE)
สหภาพยุโรปแก้ไขบัญชีรายชื่อสารที่อนุญาตให้ใช้ในวัสดุพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสกับอาหาร
- คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศ Commission Regulation (EU) 2020/1245 ว่าด้วย การปรับแก้ไขบัญชีรายชื่อสารที่อนุญาตให้ใช้ในวัสดุพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสกับอาหาร ใน EU Official Journal L 288/1 โดยมีรายละเอียดดังนี้
- คณะกรรมาธิการยุโรปพิจารณาแล้วเห็นควรปรับปรุงบัญชีรายชื่อสารที่อนุญาตให้ใช้สำหรับการผลิตวัสดุและผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ปรากฏอยู่ใน Union List ภายใต้กฎระเบียบ Commission Regulation (EU) No 10/2011 ดังนี้
- อนุญาตให้ใช้สาร isostructural salt complexes ของกรด terephthalic (1,4-benzene dicarboxylic acid, FCM substance No 785) กับ lanthanides ต่าง ๆ ดังนี้
- lanthanum (La)
- europium (Eu)
- gadolinium (Gd)
- และ terbium (Tb)
- ที่ใช้เดี่ยว (alone) หรือผสมร่วม (in combination) ตามสัดส่วนต่าง ๆ เพื่อเป็นสารเสริมในพลาสติกที่สัมผัสกับอาหาร โดยเกลือดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค หากใช้เป็นสารเสริมในวัสดุพลาสติกที่ทำจาก polyethylene, polypropylene หรือ polybutene ที่ใช้บรรจุอาหารทุกชนิดภายใต้เงื่อนไขการสัมผัสกับอาหารถึง 4 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 100 องศาองศาเซลเซียส หรือการจัดเก็บระยะยาวที่อุณหภูมิห้อง (ambient temperature) โดยการถ่ายเทของสาร (หากมี) จะอยู่ในรูปของ dissociated ionic โดยค่าถ่ายเทรวมของ lanthanide ions (La, Eu, Gd, Tb) เมื่อใช้เดี่ยวหรือผสมร่วมจะต้องไม่เกินกว่า 0,05 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหาร โดยไม่จำกัดการใช้เฉพาะแต่ในพลาสติก polyolefin 3 ชนิดเท่านั้น นอกจากนี้ ให้เพิ่ม lanthanides ทั้ง 4 รายการข้างต้นใน Regulation (EU) No 10/2011 มาตรา 6(3)(a) และกำหนดค่าสูงสุดของ lanthanides ดังกล่าวและให้เพิ่มแอมโมเนียมใน Regulation (EU) No 10/2011 ภาคผนวก II ข้อ 1
- อนุญาตให้ใช้สาร isostructural salt complexes ของกรด terephthalic (1,4-benzene dicarboxylic acid, FCM substance No 785) กับ lanthanides ต่าง ๆ ดังนี้
- ปรับแก้ค่าตรวจจับ (detection limit) ของสาร 1,3 phenylenediamine (CAS No 0000108-45-2, FCM No 236) ในภาคผนวก I จากเดิม 0,001 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารหรือ food simulant เป็น 0,002 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารหรือ food simulant เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจวิเคราะห์และปกป้องสุขภาพผู้บริโภค
- อนุญาตให้สาร montmorillonite clay ที่ปรับแต่งด้วย hexadecyltrimethylammonium bromide (FCM No 1075) เป็นสารเสริมในวัสดุพลาสติกที่สัมผัสกับอาหาร ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค หากใช้เป็นสารเสริมในระดับเข้มข้นสูงสุดที่ 4% w/w ในพลาสติกที่ผลิตจากกรด polylactic เพื่อบรรจุน้ำที่ระดับอุณหภูมิห้องหรืออุณหภูมิที่ต่ำกว่า
- อนุญาตให้สาร phosphorous acid, triphenyl ester, polymer ที่ผสมกับ alpha-hydro-omega-hydroxypoly[oxy(methyl-1,2-ethanediyl)], C10-16 alkyl esters (FCM No 1076 และ CAS No 1227937-46-3) เป็นสารเสริมในวัสดุพลาสติกที่สัมผัสกับอาหาร ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค หากใช้เป็นสารเสริมในระดับเข้มข้นสูงสุดที่ 0,2% w/w ในวัสดุที่เป็น high impact polystyrene (HIPs) และบรรจุภัณฑ์เพื่อสัมผัสกับ aqueous, acidic, low-alcohol และอาหารที่มีไขมัน ด้วยการจัดเก็บระยะยาวที่ระดับอุณหภูมิห้องหรือต่ำกว่า รวมถึงการกรอกในขณะร้อน (hot-fill) และ/หรืออุ่นร้อนถึงระดับอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียสเป็นเวลาสูงสุด 2 ชั่วโมง โดยค่าถ่ายเทจะต้องไม่เกิน 0,05 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหาร และสารดังกล่าวไม่ควรใช้สัมผัสกับอาหารที่มี food simulants C และ/หรือ D1 ที่ระบุใน Regulation (EU) No 10/2011 ภาคผนวก III
- อนุญาตให้สาร titanium dioxide surface-treated with fluoride-modified alumina (FCM No 1077) ใช้เป็นสารเสริมในวัสดุพลาสติกที่สัมผัสกับอาหาร เนื่องจากไม่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค หากใช้เป็นสารเสริมในระดับเข้มข้นสูงสุดที่ 25,0% m/m ในโพลิเมอร์ทุกชนิดที่สัมผัสกับอาหารทุกชนิดในทุกช่วงระยะเวลาและทุกระดับอุณหภูมิ รวมถึงการใช้สารดังกล่าวในโพลิเมอร์โพลาร์ (polar polymers) ที่พองตัวเมื่อสัมผัสกับ food simulant B (3,0% w/v acetic acid) ที่ระบุใน Regulation (EU) No 10/ 2011 ภาคผนวก III โดยสามารถให้มีการถ่ายเทเกินกว่าค่าที่กำหนดที่ระดับ 0,15 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และที่ระดับ 1,0 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหาร หรือ food simulant สำหรับ fluoride และ aluminium ตามลำดับ
- สาร antimony trioxide (CAS No 001309-64-4, FCM No 398) ที่บรรจุใน Regulation (EU) No 10/2011 ภาคผนวก I และเป็นสารเสริมหรือตัวช่วยในการผลิตโพลิเมอร์ในวัสดุและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สัมผัสกับอาหาร โดยมีค่าถ่ายเทที่ระดับ 0,04 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหาร หรือ food simulant นอกจากนี้ เห็นควรแก้ไข Regulation (EU) No 10/2011 ภาคผนวก II โดยให้รวม antimony และกำหนดเงื่อนไขค่าถ่ายเทอยู่ที่ระดับ 0,04 มิลลิกรัมของ antimony/กิโลกรัมของอาหาร หรือ food simulant และเพิ่มข้อกำหนดในการตรวจสอบความสอดคล้องใน Table 3 ภาคผนวก I ว่าด้วย ค่าโอนถ่ายเฉพาะของ antimony
- แก้ไข Regulation (EU) No 10/2011 ภาคผนวก II เพื่อกำหนดค่าถ่ายเทของสารหนู สารแคดเมียม สารโครเมียม สารตะกั่ว และสารปรอท ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการตรวจสอบความสอดคล้อง (verification of compliance) ในการปกป้องผู้บริโภคและการดำเนินงานความเป็นตลาดเดียว (single market)
- กำหนดค่าตรวจจับ (detection limits) ของโลหะต่าง ๆ ใน Regulation (EU) No 10/2011 ภาคผนวก II ข้อ 1
- กำหนดค่า benchmark dose (BMDL) ของสารหนูอนินทรีย์ในอาหาร ระหว่าง 0,3 และ 8 µg ของสารหนู/กิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันสำหรับมะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และรอยโรคที่ผิวหนัง รวมทั้งให้คงค่า detection limits สำหรับสารหนูที่ระดับ 0,01 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหาร
- แก้ไขค่าตรวจจับ (detection limits) สำหรับสารแคดเมียมที่ระดับ 0,002 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหาร ใน Regulation (EU) No 10/2011 ภาคผนวก II
- EFSA ให้ข้อแนะนำการปนเปื้อนของ chromium ในอาหารและน้ำดื่ม โดยเฉพาะ hexavalent chromium ที่มีการตรวจพบในน้ำดื่มและน้ำดื่มบรรจุขวด อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบทางเทคนิคเพื่อแยกแยะระหว่าง trivalent chromium และ hexavalent chromium โดยหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก และผู้ประกอบการจะกระทำได้ค่อนข้างยาก จึงต้องคำนึงถึงความเสี่ยงของสารดังกล่าวที่มีต่อวัสดุและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่จะสัมผัสกับอาหาร จึงเห็นควรให้แก้ไข Regulation (EU) No 10/2011 ภาคผนวก II เพื่อกำหนดค่าถ่ายเทของสาร trivalent chromium ที่ระดับไม่เกิน 3,6 มิลลิกรัมของ trivalent chromium/กิโลกรัมของอาหารหรือ food simulant และกำหนดค่าถ่ายเทของสาร hexavelent chromium (ซึ่งมีความเป็นพิษต่อหน่วยพันธุกรรมและก่อให้เกิดมะเร็ง) ที่ระดับไม่เกิน 0,0012 มิลลิกรัมของ hexavelent chromium/กิโลกรัมของอาหาร หรือ food simulant โดยให้คงค่า detection limit ที่ระดับ 0,01 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหาร อย่างไรก็ตาม ให้แก้ไข Regulation (EU) No 10/2011 ภาคผนวก II หากผู้ประกอบการที่วางจำหน่ายวัสดุและบรรจุภัณฑ์สามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการใช้ hexavelent chromium ในกระบวนการผลิต โดยกำหนดให้ค่าถ่ายเทดังของสารกล่าวอยู่ที่ระดับ 3,6 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหาร
- กำหนดค่าตรวจจับ (detection limit) ของสารตะกั่ว ที่ระดับ 0,01 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหาร ใน Regulation (EU) No 10/2011 ภาคผนวนก II
- กำหนดค่าตรวจจับ (detection limit) ของสารปรอท ที่ระดับ 0,01 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหาร ใน Regulation (EU) No 10/2011 ภาคผนวนก II
- ปรับลดค่าตรวจจับ (detection limit) ของสาร Primary aromatic amines (PAAs) จากเดิมที่ระดับ 0,01 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหาร หรือ food simulant เป็น 0,002 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารหรือ food simulant และกำหนดค่าถ่ายเทรวมสูงสุดของสาร PAAs ที่ระดับ 0,01 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารหรือ food simulant นอกจากนี้ กำหนดค่าถ่ายเทของสาร Primary aromatic amines (PAAs) ที่มีรายชื่อใน Azocolourants ที่ระดับไม่เกินกว่า 0,01 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารหรือ food simulant
- ปรับแก้ Regulation (EU) No 10/2011 ภาคผวก IV ข้อ 6 เพื่อระบุปริมาณของสารที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของภาคผนวก II ในการแจ้งระบุความสอดคล้อง (declaration of compliance) รวมถึงการระบุชื่อสารที่มีในวัสดุและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าไม่มีความเป็นพิษต่อระบบการสืบพันธุ์
- Regulation (EU) No 10/2011 ภาคผวก V ข้อ 2.1.6 กำหนดให้ต้องทดสอบวัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่บรรจุอาหาร 3 ครั้งติดต่อกัน และหากพบว่า ค่าถ่ายเทจากการทดสอบสูงกว่าครั้งที่ผ่านมา ให้ถือว่า วัสดุและบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวนั้น ๆ ไม่สอดคล้องตามข้อกำหนด
- ปรับแก้ Regulation (EU) No 10/2011 ภาคผนวก V ตาราง 3 เพื่อกำหนดเงื่อนไขการถ่ายเทรวม (overall migration) เป็นระยะเวลา 30 นาที ที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส ที่กำหนดให้เป็น OM0 สำหรับการตรวจสอบการถ่ายเทรวมของวัสดุและบรรจุภัณฑ์เครื่องครัวพลาสติกที่สัมผัสกับอาหารที่อุณหภูมิต่ำหรืออุณหภูมิห้อง และในระยะเวลาสั้น
- ปรับแก้ Regulation (EU) No 10/2011 ภาคผนวก V ตาราง 3 OM4 เพื่อเสนอเงื่อนไขการไหลย้อนให้เป็นทางเลือกหนึ่ง ในกรณีที่มีข้อจำกัดด้านเทคนิคในการทดสอบที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส
- ปรับแก้ Regulation (EU) No 10/2011 ภาคผนวก V เพื่ออนุญาตให้ทำการทดสอบการถ่ายเทของสารในเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้แปรรูปหรือผลิตอาหาร จากเดิมที่กำหนดให้ทำการตรวจสอบความสอดคล้องโดยการทดสอบแบบแยกชิ้นส่วนของเครื่องมือหรืออุปกรณ์ดังกล่าว ยกเว้นชิ้นส่วนของเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่เป็นชิ้นส่วนที่ใช้จัดเก็บอาหารเป็นระยะเวลานาน อาทิ คอนเทนเนอร์ ถัง แคปซูล และแผ่นรอง ชิ้นส่วนดังกล่าวต้องได้รับการทดสอบแยก เพื่อให้มั่นใจว่าชิ้นส่วนดังกล่าวมีความปลอดภัยภายใต้เงื่อนไขการจัดเก็บด้วยเช่นกัน ในกรณีที่ทำการทดสอบเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้แปรรูปหรือผลิตสินค้าอาหาร และพบว่าค่าถ่ายเทของสารสูงเกินกว่าระดับที่กำหนด ให้ทำการตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุของค่าถ่ายเทนั้น ๆ โดยการระบุว่าเครื่องมือดังกล่าวไม่สอดคล้องตามข้อกำหนดนั้น ชิ้นส่วนที่ก่อให้เกิดปัญหาจะต้องเป็นชิ้นส่วนจากพลาสติกเท่านั้น
- ปรับแก้ไข Regulation (EU) No 10/2011
- มาตรา 6(3) ข้อ (a) ให้เปลี่ยนใหม่เป็น
- (a) เกลือทุกชนิดของสารที่มีคำว่า ใช่ (yes) ระบุในแถวที่ 2 ตาราง 1 ภาคผนวก II ของ acids, phenols หรือ alcohols ที่ได้รับอนุญาตและอยู่ภายใต้การจำกัดที่ระบุในแถวที่ 3 และแถวที่ 4 ของตารางดังกล่าว
- ภาคผนวก I, II, IV และ V ถูกแก้ไขตามภาคผนวกของกฎระเบียบนี้
- มาตรา 6(3) ข้อ (a) ให้เปลี่ยนใหม่เป็น
- คณะกรรมาธิการยุโรปพิจารณาแล้วเห็นควรปรับปรุงบัญชีรายชื่อสารที่อนุญาตให้ใช้สำหรับการผลิตวัสดุและผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ปรากฏอยู่ใน Union List ภายใต้กฎระเบียบ Commission Regulation (EU) No 10/2011 ดังนี้
- กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากวันที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศในวันที่ 3 กันยายน 2563) ทั้งนี้ อนุโลมให้วัสดุหรือผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบเดิม (Regulation (EU) No 10/2011) ที่มีการผลิตก่อนวันที่ 23 มีนาคม 2564 สามารถวางจำหน่ายได้จนถึงวันที่ 23 กันยายน 2565 และจนกว่าสินค้าจะหมดไปจากคลังสินค้า
- รายละเอียดกฎระเบียบดังกล่าวสามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้
https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1245&from=EN
สหภาพยุโรปอนุญาตการใช้วัตถุเจือปนอาหาร
Commission Regulation (EU) 2020/1419 ว่าด้วย การอนุญาตให้ใช้วัตถุเจือปนอาหาร ascorbic acid (E 300) และ citric acid (E 330) ในผักเพื่อการแปรรูปต่อ (intended for further processing) ใน EU Official Journal L 326/11 โดยมีรายละเอียดดังนี้
- คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบให้ใช้สาร ascorbic acid เลขที่ E 300 และ citric acid เลขที่ E 330
- ภายใต้บัญชีรายชื่อวัตถุเจือปนอาหาร (Union list food additives) ในกลุ่มอาหาร « 04.1.2 ผลไม้และผัก ปอกเปลือก หั่น และหั่นฝอย » โดยอนุญาตให้ใช้สารดังกล่าวในอัตราที่เหมาะสม (quantum satis) เพื่อป้องกันการเปลี่ยนสีผิวจากปฏิกริยาของเอนไซม์และจากการเกิดการออกซิเดชันในผักที่จะต้องผ่านกระบวนการแปรรูปที่ใช้ความร้อนก่อนการบริโภค อาทิ การอบ การนึ่ง หรือการย่าง ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียอาหาร รักษาคุณภาพทางโภชนาการ และยืดอายุสินค้าดังกล่าวได้ไปจนถึง 5 วัน โดยเฉพาะกับผักสีขาว
- กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2563
- ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้
https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1419&from=EN
สหภาพยุโรปปรับแก้เงื่อนไขการอนุญาตสารออกฤทธิ์ azadirachtin ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช
คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2020/1293 ว่าด้วย การปรับแก้เงื่อนไขการอนุญาตสารออกฤทธิ์ azadirachtin ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช ใน EU Official Journal L 302/24 โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
- คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นควรปรับแก้ Implementing Regulation (EU) No 540/2011 โดยอนุญาตให้สาร azadirachtin เป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช เพื่อใช้เป็นสารกำจัดไรศัตรูพืช (acaricide) จากเดิมที่อนุญาตให้ใช้เป็นสารกำจัดแมลงศัตรูพืช (insecticide) เท่านั้น
- กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศในวันที่ 16 กันยายน 2563) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้
https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1293&from=EN







