จากการประชุม Promotion of Agricultural Products: Info Days 2026 ระหว่างวันที่ 27–28 มกราคม 2569 ในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งจัดขึ้น ณ อาคาร Albert Borschette Congress Center กรุงบรัสเซลส์ โดยคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและพัฒนาชนบท (DG AGRI) ร่วมกับหน่วยงานบริหารจัดการเงินทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมของสหภาพยุโรป (European Research Executive Agency หรือ REA) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงทิศทางนโยบายส่งเสริมสินค้าเกษตรของสหภาพยุโรป (Promotion of Agricultural Products หรือ AGRIP) แผนการดำเนินงานปี 2026 แนวทางการยื่นข้อเสนอโครงการ (calls for proposals) ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของการส่งเสริมการตลาดในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวและฟื้นตัว (resilience) ของภาคเกษตรและอาหาร รวมทั้งการขยายตลาดทั้งในตลาดภายในสหภาพยุโรปและตลาดประเทศที่สาม สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
1. ถ้อยแถลงในพิธีเปิดและกรอบแนวคิดเชิงนโยบาย: Mr. Christophe Hansen กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและอาหาร กล่าวว่าภาคเกษตรและอาหารเป็นเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ของสหภาพยุโรป ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชนบท และบทบาทการเป็นผู้ส่งออกสำคัญของโลก โดยชี้ว่านโยบายส่งเสริมสินค้าเกษตรของอียู มิใช่เพียงกิจกรรมประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงโดยตรงกับการค้า การเข้าถึงตลาด การทูตเศรษฐกิจ และวิสัยทัศน์ระยะยาวของภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งมีความสำคัญในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวนในปัจจุบัน นอกจากนี้ Mr. Christophe เน้นย้ำว่าสหภาพยุโรปเลือกใช้แนวทางมาตรฐานอาหารระดับสูง (high food standards) เป็นจุดแข็งในการแข่งขันทางการค้า เช่น มาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ สวัสดิภาพสัตว์ รวมถึงการใช้ฉลากออร์แกนิกและสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)
2. งบประมาณปี 2026 และการเปิดตัว European Food Campaign: อียูระบุให้ปี 2026 เป็นปีสำคัญของนโยบายส่งเสริมสินค้าเกษตร โดยคณะกรรมาธิการยุโรปได้จัดสรรงบประมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คือ 205 ล้านยูโร สำหรับกิจกรรมส่งเสริมและให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารของสหภาพยุโรป ซึ่งบ่งชี้ถึงสัญญาณทางการเมืองและการลงทุน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรอียู นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ จะมีการเปิดตัวโครงการ European Food Campaign ภายใต้วงเงิน 35 ล้านยูโร ครอบคลุม 27 รัฐสมาชิก โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ (1) กระตุ้นให้ผู้บริโภคยุโรปเลือกบริโภคสินค้าเกษตรและอาหารของสหภาพยุโรปมากขึ้น(2) สร้างการรับรู้และความภาคภูมิใจในคุณภาพของสินค้าอียู และ (3) สร้างความผูกพันและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งระหว่างผู้บริโภคกับชุมชนเกษตรกรและผู้ผลิต
3. บทบาทการทูตเศรษฐกิจและข้อตกลงการค้า: ในการประชุม กรรมาธิการฯ ได้ระบุว่านโยบายส่งเสริมสินค้าเกษตร เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนคุณภาพให้เป็นความสามารถแข่งขัน และสนับสนุนการสร้างสนาม แข่งขันที่เท่าเทียม (level playing field) ให้แก่ผู้ผลิตของอียูที่ดำเนินการภายใต้มาตรฐานด้านความปลอดภัย ความยั่งยืน สวัสดิภาพสัตว์ และการตรวจสอบย้อนกลับ ในด้านการทูตเศรษฐกิจด้านเกษตรและอาหาร (agri-food economic diplomacy) ได้ยกตัวอย่างภารกิจระดับสูงที่ประสบผลสำเร็จ โดยหลายภาคธุรกิจสามารถทำข้อตกลงได้ภายในปีแรกหลังเข้าร่วมภารกิจ เช่น ภารกิจไปเยือนญี่ปุ่น (มีผู้ประกอบการราว 120 ราย) และบราซิล (ราว 80 ราย) สะท้อนพลังของความร่วมมือแบบอียูในการยกระดับการเข้าถึงตลาด
4. ผลการค้าและการส่งออก: กรรมาธิการฯ ระบุว่าในปี 2024 สหภาพยุโรปส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปยังประเทศที่สาม มูลค่าถึง 235 พันล้านยูโร และมีส่วนเกินดุลการค้า 64 พันล้านยูโร ซึ่งยืนยันความสำคัญของการค้าในฐานะปัจจัยหนุนความสามารถแข่งขันของภาคเกษตรและอาหาร พร้อมกันนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้อ้างถึงวิสัยทัศน์ภาคเกษตรและอาหาร (Vision for agriculture and food) ของอียูที่ให้ความสำคัญกับ (1) การฟื้นฟูและดึงคนรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคเกษตร (2) การปรับสมดุลนโยบายให้คำนึงถึงผลิตภาพ (Productivity) และความอยู่รอดทางเศรษฐกิจมากขึ้น และ (3) การปรับกฎระเบียบให้มีความเรียบง่าย (simplification)
5. ความสำคัญของ FTA และการกระจายตลาด พร้อมหลักการต่างตอบแทน: ผู้แทนของคณะกรรมาธิการฯ ระบุว่าข้อตกลงทางการค้า (FTA) เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายความเสี่ยงทางตลาด (diversification) และเสริมความยืดหยุ่น (resilience) ของภาคเกษตรยุโรป โดยยกตัวอย่างเครือข่ายคู่ค้าหลักที่มีข้อตกลงแล้ว/กำลังเจรจา เช่น แคนาดา เม็กซิโก ชิลี กลุ่ม Mercosur และประเทศสำคัญในเอเชีย รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ เห็นว่า FTA ทำหน้าที่เป็นกรอบกติกาที่มีเสถียรภาพ ขณะที่นโยบายส่งเสริมการสินค้าเกษตรทำหน้าที่สนับสนุนให้ภาคเอกชนสามารถใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จาก FTA ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีข้อสังเกตว่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของสหภาพยุโรปไปยังประเทศที่มี FTA มีแนวโน้มเติบโตสูงกว่า และมีสัดส่วนสำคัญต่อมูลค่าการส่งออกโดยรวมของอียู นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ยังได้ย้ำการยึดหลักการต่างตอบแทน (reciprocity) เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมในการแข่งขัน และรักษาหลักการสนามแข่งขันที่เท่าเทียม (level playing field) ให้แก่เกษตรกรของสหภาพยุโรป
6. ภารกิจการทูตเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย และแผนงานปี 2026: คณะกรรมาธิการฯ กล่าวถึงภารกิจการทูตเศรษฐกิจด้านเกษตรและอาหาร (agri-food economic diplomacy) ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยระบุว่าภารกิจไปเยือนประเทศไทย ในเดือนพฤษภาคม 2026 ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการมากกว่า 200 ราย สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยถูกวางเป็นประเทศยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในส่วนของแผนงานปี 2026 (Commission Own Initiatives – 2026 planning) คณะกรรมาธิการฯ นำเสนอกลไกหลัก 4 ด้าน ได้แก่ (1) การจัดบูธสหภาพยุโรปในงานแสดงสินค้านานาชาติ (EU Pavilions at Trade Fairs) (2) ภารกิจคณะผู้แทนระดับสูง (High-Level Missions) (3) การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ (Promotion Campaigns) และ (4) การจัดทำคู่มือการเข้าสู่ตลาด (Market Entry Handbooks) โดยในแผนงานระบุให้เอเชียเป็นภูมิภาคสำคัญ เช่น การเข้าร่วมงาน FOODEX Japan งาน FHA Singapore รวมถึงการเข้าร่วมงาน THAIFEX Anuga Asia ในประเทศไทย นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ยังมีแผนการจัดทำ Market Entry Handbook ซึ่งจัดลำดับประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายลำดับต้น ๆ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการอียูในด้านข้อมูลตลาด โครงสร้างกฎระเบียบ มาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) พฤติกรรมผู้บริโภค และช่องทางการกระจายสินค้า กล่าวโดยสรุปภาพรวมแผนงานปี 2026 ของอียู บ่งชี้ถึงความสำคัญของประเทศไทยในกลไกหลัก 3 ด้านสำคัญพร้อมกัน ได้แก่ (1) ฐานจัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ (2) จุดหมายภารกิจคณะผู้แทนระดับสูงของอียู และ (3) ตลาดเป้าหมายที่ได้รับการจัดทำคู่มือการเข้าสู่ตลาดโดยเฉพาะ
7. ตัวอย่างโครงการส่งเสริมสินค้าเกษตรและอาหารของสหภาพยุโรป (กรณีศึกษา)
7.1โครงการกระจายตลาดเนื้อหมูยุโรปสู่ตลาดอินเดีย: Mr. Joris Conin ผู้แทนศูนย์การตลาดเกษตรและการประมงเฟลมิช (Vlaams Centrum voor Agro- en Visserijmarketing: VLAM) เบลเยี่ยม นำเสนอผลโครงการระยะ 3 ปี งบประมาณ 2.28 ล้านยูโร ครอบคลุม 3 ตลาด ได้แก่ อินเดีย ไต้หวัน และเวียดนาม โดยโครงการนี้เกิดขึ้นจากความจำเป็นในการหาตลาดใหม่ เนื่องจากตลาดส่วนใหญ่ถูกปิดจากการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ในปี 2018 และผลกระทบจาก COVID-19 ที่ขัดขวางการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย โดยอินเดียถูกเลือกเป็นตลาดเป้าหมาย แม้ว่าจะมีภาพรวมของปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ไม่สูง แต่ยังคงมีบางพื้นที่ของอินเดียที่มีอัตราการบริโภคสูง โครงการนี้ได้มุ้งเน้นการสร้างความน่าเชื่อถือด้านความปลอดภัยของอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ คุณภาพและระดับการบริการ โดยดำเนินการผ่านการจัดงานแสดงสินค้า การเจรจาทางการค้า กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ การสื่อสารผ่านสื่อและโซเชียลมีเดีย และการวิจัยตลาดอย่างต่อเนื่อง ผลที่ได้ คือ เบลเยี่ยมกลายเป็นผู้ส่งออกเนื้อหมูรายหลักไปยังตลาดอินเดีย แม้ว่าจะพบการแข่งขันจากรัสเซียซึ่งได้รับอัตราภาษี 0% ในขณะที่ยุโรปมีอัตราภาษีที่ 30%
7.2โครงการส่งเสริมเนื้อวัวและเนื้อแกะยุโรป: Mr. Declan Fennell จาก Bord Bia (Irish Food Board) นำเสนอแนวทางการส่งเสริมการส่งออกของไอร์แลนด์ โดยเน้น 3 ปัจจัยความสำเร็จ ได้แก่ (1) วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ (2) การบอกเล่าความเป็นของดั้งเดิม (authentic storytelling) และ (3) การเลือกช่องทางสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยโครงการนี้เริ่มขึ้นในปี 2022 เน้น 4 ตลาดหลัก คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐฯ ใช้งบประมาณรวม 2.8 ล้านยูโร โดยใช้แนวทาง B2BและB2G เพื่อสร้างแรงดึงดูดจากตลาด ทั้งนี้ ในช่วงโควิด-19 ได้มีการประยุกต์นำเครื่องมือเทคโนโลยีเสมือนจริง (Virtual Reality) มาใช้เพื่อทดแทน ให้ผู้ซื้อและเจ้าหน้าที่เยี่ยมชมแหล่งผลิต และยังมีการต่อยอดให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นผ่านอุปกรณ์ต้นทุนต่ำโดยใช้โทรศัพท์มือถือร่วมกับ QR code เพื่อเพิ่มโอกาสการรับรู้และการมีส่วนร่วมในวงกว้าง
7.3โครงการส่งเสริมการบริโภคน้ำผึ้งลัตเวีย: Mr. Janis Kronbergs จากสมาคมผู้เลี้ยงผึ้งลัตเวีย นำเสนอประสบการณ์การดำเนินโครงการขนาดเล็ก เพื่อแก้ไขปัญหาการบริโภคน้ำผึ้งในประเทศที่ลดลง โดยงานวิจัยพบว่าคนรุ่นใหม่ในลัตเวียบริโภคน้ำผึ้งน้อยลง และผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเรื่องราวเบื้องหลังของผลิตภัณฑ์ ทางสมาคมฯ จึงได้ใช้โมเดลผสมผสานระหว่างการใช้ศักยภาพของสมาชิกภายในสมาคมฯ และการจ้างงานจากภายนอกโดยเฉพาะงานออกแบบที่จำเป็นโดยมีกิจกรรมที่สำคัญ คือ การฝึกอบรมผู้เลี้ยงผึ้งกว่า 80 คน ให้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ไปสู่นักเรียนในโรงเรียนภายใต้กิจกรรม European Honey Breakfast และพัฒนาอุปกรณ์สาธิตเชิงการเรียนรู้ที่เด็กสามารถเข้าถึงได้ง่าย ทำให้เกิดการเรียนรู้และการยอมรับในวงกว้าง ควบคู่กับการสื่อสารดิจิทัลอย่างสม่ำเสมอ

