ด้วย นายสงขลา จุลกะเศียน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร)/ผู้อำนวยการ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำสหภาพยุโรป (สปษ. สหภาพยุโรป) ได้เข้าร่วมการประชุม EU Agri-Food Days 2025 ระหว่างวันที่ 15–17 ธันวาคม 2568 ณ อาคาร Charlemagne Building กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม (ทั้ง ณ สถานที่จัดงาน และผ่านระบบออนไลน์) โดยการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญของสหภาพยุโรป ในการกำหนดทิศทางนโยบายด้านเกษตรและอาหารในระยะกลางและระยะยาว โดยมีสาระสำคัญจากการประชุมสรุปได้ดังนี้
1. สาระสำคัญจากวันที่ 1 วิสัยทัศน์ผู้นำสหภาพยุโรปด้านความมั่นคงทางอาหาร (Ensuring food security for the future):
1.1 การประชุมวันแรกมุ่งเน้นประเด็นความมั่นคงทางอาหารในฐานะรากฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของสหภาพยุโรป โดยนางเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน (Mrs. Ursula von der Leyen) ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ได้ย้ำบทบาทของเกษตรกรและชาวประมงในฐานะเสาหลักของความเป็นอิสระด้านการเกษตรและอาหารของยุโรป ซึ่งภาคเกษตรและอาหารของสหภาพยุโรปมีบทบาทสำคัญในการรับประกันความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประชาชนกว่า 450 ล้านคน ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในโอกาสนี้ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศทิศทางนโยบายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ (1) การลดภาระกฎระเบียบและงานเอกสารผ่านชุดมาตรการ Omnibus ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดเวลาและต้นทุนได้ประมาณ 1.6 พันล้านยูโรต่อปี (2) การสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ผ่านยุทธศาสตร์การต่ออายุรุ่น ควบคู่กับมาตรการสนับสนุนการเริ่มต้นอาชีพวงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 ยูโร (3) การรักษาและขยายการเข้าถึงตลาดโลกของสินค้าเกษตรและอาหาร ผ่านความตกลงการค้าเสรีควบคู่กับมาตรการคุ้มครองทางการค้า เพื่อรักษาสนามแข่งขันที่เท่าเทียม และ (4) การยืนยันบทบาทของภาคเกษตรในกรอบงบประมาณสหภาพยุโรปฉบับถัดไป เพื่อค้ำประกันรายได้และความมั่นคงของเกษตรกร
1.2 นายคริสตอฟ ฮันเซน (Mr. Christophe Hansen) กรรมาธิการยุโรปด้านเกษตรและอาหาร ได้เน้นย้ำว่า “ความมั่นคงของยุโรปเริ่มต้นจากความมั่นคงทางอาหาร” และให้ความสำคัญกับการพัฒนานโยบายเกษตรร่วมของสหภาพยุโรป (Common Agricultural Policy: CAP) ให้มีความทันสมัย เรียบง่าย และสามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยอาหาร โดยเน้นการรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในภาคสนาม
2. สาระสำคัญจากวันที่ 2 รานงานแนวโน้มตลาดเกษตรและบทบาทของสหภาพยุโรปในตลาดโลก (EU Agricultural Outlook Conference)
2.1 วันที่สองเป็นการประชุมมุ่งเน้นการนำเสนอรายงานแนวโน้มเกษตรระยะกลางของสหภาพยุโรป โดยอาศัยแบบจำลองเศรษฐมิติด้านสินค้าเกษตร AgLink-Cosimo และเป็นปีแรกที่นำผลจากแบบจำลองระดับฟาร์มรายบุคคล IFM-CAP มาใช้เพื่อวิเคราะห์รายงานการประเมิน โดยพบว่าสหภาพยุโรปยังคงมีระดับการพึ่งพาตนเองด้านอาหารสูงในสินค้าหลัก อาทิ ธัญพืช เนื้อสัตว์ส่วนใหญ่ และผลิตภัณฑ์นม ขณะที่การพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันพืชมีแนวโน้มลดลงจากการเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศ อย่างไรก็ดี การแข่งขันในตลาดโลกมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐาน
2.2 ในด้านรายได้และผลิตภาพ พบว่ารายได้เกษตรกรรมในเชิงตัวเลขจะเพิ่มขึ้นในช่วงแนวโน้มระยะกลาง แต่เมื่อปรับตามอัตราเงินเฟ้อแล้ว รายได้ที่แท้จริงของเกษตรกรมีแนวโน้มทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยช่วงปี 2023–2025 ต้นทุนปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 30–35 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ฟาร์มพืชไร่และพืชสวนยังคงเผชิญแรงกดดันด้านความสามารถในการทำกำไร ขณะที่ภาคปศุสัตว์ โดยเฉพาะโคนม มีแนวโน้มการปรับตัวที่ดีกว่า ทั้งนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นว่ารายได้ฟาร์มมีความแตกต่างสูงตามประเภทและขนาดของฟาร์ม โดยฟาร์มขนาดกลางและขนาดเล็กยังต้องพึ่งพาการสนับสนุนภายใต้นโยบาย CAP อย่างมีนัยสำคัญ
2.3 ในมิติสิ่งแวดล้อม คาดว่าสหภาพยุโรปจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากภาคเกษตรได้ประมาณร้อยละ 8.5 ภายในปี 2035 โดยการลดลงส่วนใหญ่มาจากภาคปศุสัตว์ โดยเฉพาะฟาร์มโคนมซึ่งคาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซได้ร้อยละ 16 ขณะเดียวกัน การใช้สารกำจัดศัตรูพืชโดยรวมคาดว่าจะลดลงประมาณร้อยละ 8 ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการปรับโครงสร้างการผลิตให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป
2.4 ด้านการค้า สหภาพยุโรปยังคงเป็นผู้ส่งออกและนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารรายใหญ่ของโลก โดยมีดุลการค้าเกินดุลมากกว่า 5 พันล้านยูโรต่อเดือน แม้ส่วนแบ่งการส่งออกในเชิงปริมาณมีแนวโน้มลดลงในช่วง 10 ปีข้างหน้า จากข้อจำกัดด้านศักยภาพการผลิตและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น แต่สหภาพยุโรปจะปรับกลยุทธ์ไปสู่การส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น ในรายสาขาผลิตภัณฑ์นมของสหภาพยุโรปคาดว่าจะยังคงครองความเป็นผู้นำในตลาดชีสโลก โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 2.6 ต่อปี สำหรับเนื้อสัตว์ปีก ความต้องการนำเข้าทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 2.5 ล้านตัน และการส่งออกของสหภาพยุโรปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 8 ในช่วง 10 ปีข้างหน้า
2.5 ในเวทีอภิปราย ผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปได้เน้นย้ำบทบาทของการค้าในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของภาคเกษตรและอาหาร และความจำเป็นในการกระจายตลาดและแหล่งนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ โดยให้ความสำคัญกับการเปิดตลาดผ่านความตกลงการค้าเสรี รวมถึงการเจรจากับประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพ มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองในบางสินค้า และมีค่านิยมร่วมด้านความยั่งยืน คุณภาพ และการตรวจสอบย้อนกลับ
3. สาระสำคัญจากวันที่ 3 ดิจิทัล นวัตกรรม และ AI ในภาคเกษตร (EU Agri-Digital Day):
3.1 การประชุมวันที่สามมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการยกระดับภาคเกษตร โดยมีการอภิปรายถึงโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดภาระงานเอกสาร และเสริมความโปร่งใส ตลอดจนความท้าทายด้านช่องว่างทางดิจิทัล ทักษะของเกษตรกร และความเชื่อมั่นในการแบ่งปันข้อมูล โครงการสำคัญของสหภาพยุโรป อาทิ โครงการริเริ่มด้านข้อมูลการเกษตรของสหภาพยุโรป (Agriculture of Data) และแพลตฟอร์มกระเป๋าข้อมูลดิจิทัลสำหรับภาคธุรกิจของสหภาพยุโรป (EU Business Wallet) ถูกนำเสนอในฐานะเครื่องมือสนับสนุนการลดความซับซ้อนของกฎระเบียบ โดยยึดหลักการรายงานข้อมูลเพียงครั้งเดียว และให้เกษตรกรเป็นผู้ควบคุมข้อมูลของตนเอง ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เน้นย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลต้องควบคู่กับการพัฒนาทักษะการออกแบบที่ใช้งานได้จริง และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร
ทั้งนี้ ทิศทางนโยบายเกษตรและอาหารของสหภาพยุโรปในระยะต่อไป จะให้ความสำคัญมากขึ้นกับการสร้างความมั่นคงทางอาหารควบคู่กับความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืน โดยมุ่งลดภาระกฎระเบียบ เพิ่มบทบาทของกลไกตลาด และใช้ข้อมูลนวัตกรรมและดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลักในการกำกับดูแลภายใต้บริบทดังกล่าว ประเทศคู่ค้าและผู้ส่งออกสินค้าเกษตร รวมถึงประเทศไทย จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานการผลิต ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและดิจิทัลของสหภาพยุโรปอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและโอกาสทางการค้าในตลาดยุโรป

