free page hit counter

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Office of Agricultural Affairs | Royal Thai Embassy, Brussels
HomeActivityการเป็นวิทยากรหลักสูตรนักบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นบส.กษ.) รุ่นที่ 9

การเป็นวิทยากรหลักสูตรนักบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นบส.กษ.) รุ่นที่ 9

ด้วย เมื่อวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2569 นายสงขลา จุลกะเศียน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำสหภาพยุโรป ได้รับเชิญจากโครงการหลักสูตรนักบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นบส.กษ.) รุ่นที่ 9 ให้เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพและโอกาสของการขยายความร่วมมือในการพัฒนาภาคการเกษตรไทยในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป” ผ่านระบบออนไลน์ โดยในการบรรยายได้กล่าวถึงภาพรวมทิศทางการเกษตรและกติกาการค้าของสหภาพยุโรป การเปลี่ยนแปลงจากการแข่งขันด้านภาษีสู่การแข่งขันด้านมาตรฐานและข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับ และการพัฒนาห่วงโซ่ข้อมูล การเกษตรคาร์บอนต่ำและกติกาด้านคาร์บอนของสหภาพยุโรป ความสำคัญของระบบ Measurement, Reporting and Verification (MRV)  และความพร้อมของไทย รวมถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือไทย–สหภาพยุโรปในอนาคต เนื่องจากปัจจุบัน แนวโน้มกติกาการค้าสินค้าเกษตรของสหภาพยุโรปกำลังเปลี่ยนจากการพิจารณาเพียงว่า “สินค้าปลอดภัยหรือไม่” ไปสู่การพิจารณาว่า “สินค้านั้นมาจากไหน ผลิตอย่างไร และสามารถพิสูจน์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้หรือไม่” ส่งผลให้ข้อมูลและความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ       มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจึงควรเร่งเตรียมความพร้อมในด้านการกำหนดค่าฐานและวิธีการวัดคาร์บอนของสินค้าเกษตร การพัฒนาระบบ MRV การเชื่อมโยงข้อมูลระดับแปลงกับข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน และการศึกษาความเทียบเคียงระหว่างมาตรฐานของไทยกับสหภาพยุโรป รวมทั้งควรพิจารณาพัฒนาระบบข้อมูลร่วมที่สามารถนำข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ มาใช้บนหลักเกณฑ์และฐานการคำนวณที่สอดคล้องกัน ซึ่งประเด็นการพัฒนา One Data Platform และการใช้ฐานข้อมูลร่วมกันได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างการบรรยายด้วย ทั้งนี้ การเตรียมการตั้งแต่ในระยะที่กฎระเบียบยังอยู่ระหว่างการพัฒนา จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถปรับระบบการผลิตและการจัดเก็บข้อมูลได้ล่วงหน้า ตลอดจนใช้ความร่วมมือกับสหภาพยุโรปเป็นเครื่องมือในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทย สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และลดความเสี่ยงจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจกลายเป็นเงื่อนไขทางการค้าในอนาคต