จากการประชุมสัมมนาเรื่อง Overview of main EU packaging rules (PPWR) for non-EU agri-food operators ผ่านระบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00–11.30 น. จัดโดยโครงการ AgriInfo ภายใต้การสนับสนุนของคณะกรรมาธิการยุโรป โดยมี Ms. Sabine van Wiechen-Leer ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรปเป็นวิทยากรหลัก การสัมมนาฯ ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงสาระสำคัญของกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรปว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation หรือ PPWR) และแนวทางการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการจากประเทศนอกสหภาพยุโรป โดยเฉพาะภาคสินค้าเกษตรและอาหารที่ส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรป โดยมีสาระสำคัญจากการประชุมสรุปได้ดังนี้
1. ภาพรวมของกฎระเบียบ PPWR:
1.1 กฎระเบียบ PPWR เป็นกฎหมายของสหภาพยุโรปในรูปแบบ Regulation ซึ่งมีผลใช้บังคับโดยตรงในทุกประเทศสมาชิก ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การเลือกใช้วัสดุ การติดฉลาก การวางจำหน่าย ไปจนถึงการจัดการเมื่อกลายเป็นขยะ (collection, sorting, recycling และ reuse) โดยมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการเกือบทุกภาคส่วนที่มีการวางสินค้าในตลาดสหภาพยุโรป ไม่จำกัดเฉพาะผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ แต่รวมถึงเจ้าของสินค้า ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่าย
1.2 คำว่า“บรรจุภัณฑ์”ภายใต้กฎระเบียบ PPWR มีความหมายกว้าง ครอบคลุมสิ่งของใด ๆ ที่ใช้บรรจุ ปกป้อง จัดการ ขนส่ง หรือแสดงสินค้า ตั้งแต่ขวด กระป๋อง กล่องสินค้า พาเลท ถุงชา ถุงกาแฟ ไปจนถึงสติกเกอร์บนผลไม้ และภาชนะบริการ เช่น แก้วกาแฟหรือถุงหิ้วที่บรรจุสินค้า ณ จุดจำหน่าย ทั้งนี้ ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิ บรรจุภัณฑ์รอง บรรจุภัณฑ์ขนส่ง รวมถึงบรรจุภัณฑ์ e-commerce โดยบางข้อกำหนดมีผลเฉพาะ วัสดุสัมผัสอาหาร ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร
2. เหตุผลของการออกกฎหมาย: สหภาพยุโรปมีกรอบกฎหมายด้านบรรจุภัณฑ์มาตั้งแต่ปี 1990 อย่างไรก็ดี ปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2021 พลเมืองสหภาพยุโรปได้สร้างขยะบรรจุภัณฑ์เฉลี่ยประมาณ 188 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ขณะที่ขีดความสามารถในการจัดการขยะไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกบางประเทศได้ออกมาตรการเฉพาะของตน เช่น การห้ามใช้พลาสติกบางประเภทหรือกำหนดเป้าหมาย การใช้ซ้ำ ส่งผลให้เกิดความแตกต่างของกฎระเบียบในตลาดเดียว สหภาพยุโรปจึงปรับปรุงกฎหมายเป็น Regulation เพื่อสร้างความสอดคล้องและเพิ่มประสิทธิภาพการลดขยะ การรีไซเคิล และการลดการใช้วัตถุดิบบริสุทธิ์
3. มาตรการและข้อกำหนดหลักของ PPWR:
3.1 กฎระเบียบ PPWR ได้เปลี่ยนแนวทางสมัครใจ ไปสู่ข้อบังคับที่มีผลต่อการเข้าถึงตลาด กล่าวคือ บรรจุภัณฑ์ที่ไม่สอดคล้องตามข้อกำหนดภายในกรอบเวลาที่กำหนด อาจถูกถือว่าไม่สามารถวางในตลาดสหภาพยุโรปได้ ซึ่งส่งผลต่อสินค้าที่บรรจุอยู่ด้วย
3.2 ในประเด็นสารที่มีความน่ากังวล (substances of concern) ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ผู้ประกอบการต้องมีเอกสารทางเทคนิคตามแบบที่กำหนดเพื่อยืนยันว่าไม่เกินค่าที่กำหนดไว้ โดยสารสำคัญที่กล่าวถึง ได้แก่ โลหะหนัก ไมโครพลาสติก และสาร PFAS (Per- and Polyfluoroalkyl Substances) ซึ่งในกรณี PFAS จะเน้นเป็นพิเศษในกรณีที่ใช้เป็นวัสดุสัมผัสอาหาร โดยวิทยากรชี้ว่าข้อกำหนดใหม่นี้ จะเพิ่มภาระด้านการตรวจวิเคราะห์ การจัดทำรายงาน และอาจเกิดความท้าทายด้านขีดความสามารถห้องปฏิบัติการ รวมถึงวิธีทดสอบ PFAS ที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและจัดทำแนวทางเพิ่มเติม
3.3 ด้านการออกแบบเพื่อรีไซเคิล กำหนดให้ภายในปี 2030 บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดต้องออกแบบให้รีไซเคิลได้ และจะมีการจัดระดับความสามารถในการรีไซเคิล (recyclability grades) ซึ่งเชื่อมโยงกับค่าธรรมเนียมความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility หรือ EPR) โดยบรรจุภัณฑ์หลายชั้นหรือวัสดุที่รีไซเคิลยาก ผู้ผลิตอาจจะต้องปรับปรุงบรรจุภัณฑ์อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ กฎระเบียบ PPWR ยังส่งเสริมการใช้พลาสติก รีไซเคิลจากขยะหลังการบริโภค โดยกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำแตกต่างกันตามประเภทบรรจุภัณฑ์ และเน้นว่าต้องเป็นวัสดุที่เป็นไปตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป
3.4 สำหรับบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ วิทยากรระบุว่ามีการกำหนดการใช้แบบบังคับสำหรับบางรายการ ได้แก่ ถุงชา ถุงกาแฟ และฉลากหรือสติกเกอร์บนผลไม้ ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป ขณะที่กรณีอื่น หากใช้วัสดุย่อยสลายได้ ก็จะต้องสามารถรีไซเคิลได้ด้วย ซึ่งอาจทำให้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้บางรูปแบบที่ไม่สอดคล้องกับเกณฑ์ รีไซเคิลนี้จะถูกนำมาใช้ในตลาดลดลง
4. กฎด้านความยั่งยืน:
4.1 กฎระเบียบ PPWR กำหนดหลัก“ลด–ใช้ซ้ำ–รีไซเคิล” โดยภายในปี 2030 บรรจุภัณฑ์ต้องมีน้ำหนักและปริมาตรต่ำที่สุดเท่าที่จำเป็น หลีกเลี่ยงการออกแบบที่เกินความจำเป็น สำหรับบรรจุภัณฑ์ e-commerce และขนส่ง กำหนดพื้นที่ว่างภายในไม่เกินร้อยละ 50 นอกจากนี้ ยังได้กำหนดเป้าหมายการใช้ซ้ำสำหรับบรรจุภัณฑ์ขนส่งบางประเภทประมาณร้อยละ 40 ภายในปี 2030 และกำหนดเป้าหมายให้บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มบางส่วนต้องเป็นแบบใช้ซ้ำได้อย่างน้อยร้อยละ 10 (ทั้งนี้ มีข้อยกเว้นในบางกรณี)
4.2 ด้านการติดฉลาก จะมีฉลากคัดแยกวัสดุมาตรฐานเดียวกันทั่วสหภาพยุโรปในช่วงปี 2028–2030 ซึ่งผู้ประกอบการต้องปรับรูปแบบฉลากให้สอดคล้อง
4.3 ในด้านการห้ามใช้บรรจุภัณฑ์ วิทยากรระบุว่าเป็นมาตรการที่เข้มงวดและมีผลชัดเจนต่อรูปแบบบรรจุภัณฑ์ โดยที่สำคัญต่อภาคเกษตร คือ การห้ามใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวสำหรับผักและผลไม้สดที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 1.5 กิโลกรัม ตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป ทั้งนี้ มีข้อยกเว้นในกรณีความเสี่ยงด้านจุลชีววิทยา ความจำเป็นในการปกป้องจากแรงกระแทก (เช่น ผลไม้บอบบาง) หรือกรณีอาหารอินทรีย์เพื่อหลีกเลี่ยงการปะปน และคณะกรรมาธิการยุโรปจะออกแนวทางเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อยกเว้นดังกล่าวในระยะต่อไป
5. การดำเนินการและผลกระทบ:
5.1 แม้กฎหมายจะเริ่มมีผลบางส่วนในเดือนสิงหาคม 2026 แต่การบังคับใช้เต็มรูปแบบ จะทยอยดำเนินการจนถึงปี 2030 โดยรายละเอียดทางเทคนิคหลายประเด็นยังอยู่ระหว่างการจัดทำแนวทางเพิ่มเติม ผู้ประกอบการจะต้องจัดทำ Declaration of Conformity และ Technical Documentation เพื่อแสดงความสอดคล้อง ซึ่งโดยทั่วไปเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือผู้มีเครื่องหมายการค้าบนบรรจุภัณฑ์จะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก
5.2 ในภาพรวม กฎระเบียบ PPWR ส่งสัญญาณให้ตลาดสหภาพยุโรปมุ่งลดการใช้พลาสติก เพิ่มการใช้วัสดุชนิดเดียว เพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล และขยายการใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษ ทั้งนี้ ยังมีข้อกังวลด้านความเพียงพอของวัสดุรีไซเคิล ขีดความสามารถการทดสอบ และต้นทุนการปรับตัวด้วย
5.3 ในช่วงถาม–ตอบ วิทยากรยืนยันว่าบรรจุภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่มีผลบังคับใช้ เช่น เกณฑ์การรีไซเคิลในปี 2030 จะไม่สามารถวางจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรปได้ และเป้าหมายพลาสติกรีไซเคิลใช้กับบรรจุภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบพลาสติกเกินร้อยละ 5 โดยมีอัตราแตกต่างกันระหว่างวัสดุสัมผัสอาหารและไม่สัมผัสอาหาร ทั้งนี้ PPWR จะครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหารด้วย
6. กฎระเบียบ PPWR เป็นพัฒนาการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปที่มีลักษณะเป็นเงื่อนไขการเข้าถึงตลาด ซึ่งอาจมีนัยต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย โดยเฉพาะในด้านรูปแบบบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนการปรับตัว และภาระด้านเอกสารทางเทคนิค สำหรับสินค้าเกษตรสด เช่น ผักและผลไม้นั้น ข้อกำหนดห้ามใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวสำหรับสินค้าน้ำหนักต่ำกว่า 1.5 กิโลกรัม ตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป อาจทำให้ผู้ส่งออกต้องปรับเปลี่ยนวัสดุบรรจุภัณฑ์ ขณะที่สินค้าอาหารแปรรูปและเครื่องดื่มอาจได้รับผลกระทบจากข้อกำหนดการออกแบบเพื่อรีไซเคิลและสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิลขั้นต่ำ โดยเฉพาะกรณีบรรจุภัณฑ์หลายชั้นหรือวัสดุผสม ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์อาจไม่สามารถวางจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรปได้ในอนาคต

