1. ภาพรวมและพัฒนาการของ Food and Feed Safety Simplification Omnibus:
1.1 ข้อเสนอ Food and Feed Safety Simplification Omnibus หรือ “Omnibus X” เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย simplification ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระทางปกครองและต้นทุนด้านกฎระเบียบของภาคธุรกิจและหน่วยงานรัฐ โดยยังคงมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร สุขภาพคนและสัตว์ และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมไว้ในระดับสูง ทั้งนี้ Omnibus X ครอบคลุมการแก้ไขกฎหมายสหภาพยุโรปหลายฉบับในด้านผลิตภัณฑ์อารักขาพืช สารชีวฆาต อาหารสัตว์ อาหารดัดแปลงพันธุกรรม การควบคุมทางการ และสวัสดิภาพสัตว์ เป็นต้น
1.2 Omnibus X แบ่งการดำเนินการออกเป็นหลายส่วน โดยเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Council of the European Union) ได้ให้ความเห็นชอบขั้นสุดท้ายต่อกฎหมายที่ขยายระยะเวลาการคุ้มครองข้อมูลสำหรับสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์ชีวฆาต (biocides) และเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ได้เห็นชอบกรอบการเจรจาอีกส่วนหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้สารกำจัดศัตรูพืชอย่างยั่งยืน การลดความซ้ำซ้อนของการจัดเก็บข้อมูลสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม และการยกเลิกกฎหมายเก่าบางฉบับเกี่ยวกับวัสดุพลาสติกสัมผัสอาหาร
1.3 ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป ได้เห็นชอบกรอบการเจรจา (negotiating mandate) สำหรับส่วนที่เหลือของข้อเสนอ Omnibus X ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ Regulation (EC) No 396/2005 ว่าด้วย MRLs Regulation (EC) No 1107/2009 ว่าด้วยผลิตภัณฑ์อารักขาพืช Regulation (EU) No 528/2012 ว่าด้วยผลิตภัณฑ์ชีวฆาต ตลอดจนกฎหมายด้านอาหารสัตว์และอาหารดัดแปลงพันธุกรรม โดยเอกสารกรอบการเจรจาของคณะมนตรีฯ คือ ST 13785/26 ภายใต้กระบวนการนิติบัญญัติ 2025/0410 (COD) และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้แทนถาวรของประเทศสมาชิก (Committee of Permanent Representatives: COREPER) ในการประชุมวันเดียวกัน ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวระบุชัดว่าเป็น “Mandate for negotiations with the European Parliament” ซึ่งจะใช้เป็นท่าทีของคณะมนตรีฯ สำหรับการเจรจากับรัฐสภายุโรป (European Parliament) ในขั้นตอนต่อไป
2. สาระสำคัญของกรอบการเจรจาในประเด็น MRLs:
2.1 หลักการลด MRLs ลงสู่ระดับ technical zero: คณะมนตรีฯ ยังคงสาระหลักของข้อเสนอคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ที่เปิดให้ดำเนินการลดค่า MRLs เดิมของสารออกฤทธิ์บางชนิดซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในสหภาพยุโรปและมีคุณสมบัติเป็นอันตรายสูง ลงสู่ระดับ technical zero ภายหลังมีการประเมินผลกระทบ (impact assessment) ทั้งนี้ คณะมนตรีฯ อธิบายว่า สารกลุ่มดังกล่าวอาจรวมถึงสารที่มีคุณสมบัติก่อมะเร็ง เป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ รบกวนระบบต่อมไร้ท่อ หรือมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวอนึ่ง ในทางปฏิบัติ technical zero หมายถึงการกำหนดระดับสารตกค้างไว้ในระดับต่ำมากใกล้ขีดจำกัดทางที่ห้องปฏิบัติการสามารถตรวจวัดหรือหาปริมาณได้ ซึ่งหากนำมาใช้กับสารที่เกี่ยวข้อง จะทำให้สินค้าที่เคยสามารถเข้าสู่ตลาดได้ภายใต้ MRL เดิมต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับค่าที่ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ (อ้างอิง: ข้อ (28)–(29) หน้า 15–16 ของกรอบการเจรจาฯ)
2.2 ขยายขอบเขตจากประเด็นสุขภาพไปยังผึ้งและน้ำใต้ดิน: พัฒนาการสำคัญในกรอบการเจรจาของคณะมนตรีฯ คือ การขยายขอบเขตของสารที่อาจถูกลด MRLs นอกเหนือจากสารที่มีคุณสมบัติเป็นอันตรายต่อสุขภาพคนหรือสิ่งแวดล้อมในลักษณะทั่วไป ให้ครอบคลุมสารออกฤทธิ์ที่เงื่อนไขการใช้ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ไม่อาจยอมรับได้ต่อผึ้ง หรือการอยู่รอดและการพัฒนาของรังผึ้ง รวมทั้งสารที่ภายใต้เงื่อนไขการใช้ตามปกติอาจทำให้สารออกฤทธิ์หรือสารเมแทบอไลต์ สารสลายตัว หรือผลิตภัณฑ์จากปฏิกิริยาปรากฏใน น้ำใต้ดิน ในระดับที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์การอนุมัติของสหภาพยุโรป โดยเอกสาร ST 13785/26 ให้เหตุผลว่า ประเด็น การลดลงของแมลงผสมเกสรและการปกป้องน้ำใต้ดินเป็นประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยกว้างและเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางอาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ และการผลิตทางการเกษตร จึงเห็นควรให้มีแนวทางที่เข้มงวดต่อสารตกค้างของสารดังกล่าวในสินค้านำเข้า(อ้างอิง: ข้อ (29) หน้า 15–16 ของกรอบการเจรจาฯ)
2.3 การทบทวน MRLs ที่กำหนดตาม Codex หรือ GAP ของประเทศที่สาม: กรอบการเจรจายังระบุว่า สำหรับสารในกลุ่มดังกล่าว คณะกรรมาธิการยุโรปควรประเมิน MRLs ที่มีอยู่เดิมอย่างเป็นระบบ รวมถึง MRLs ที่กำหนดตามมาตรฐาน Codex Alimentarius หรือกำหนดบนพื้นฐานของแนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) ในประเทศที่สาม และภายหลังการประเมินผลกระทบแล้ว อาจพิจารณาลด MRLs เดิมหรือกำหนด MRLs ใหม่ตามความเหมาะสม(อ้างอิง: ข้อ (29a) หน้า 16 ของกรอบการเจรจาฯ) ทั้งนี้ ประเด็นนี้มีนัยสำคัญต่อประเทศผู้ส่งออก เนื่องจากแม้ MRL เดิมจะถูกกำหนดบนพื้นฐาน Codex หรือ GAP ของประเทศผู้ผลิต แต่ยังสามารถถูกนำกลับมาทบทวนได้ หากสารออกฤทธิ์นั้นเข้าข่ายคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในกรอบใหม่
2.4 ข้อยกเว้นสำหรับการใช้สารตาม Article 4(7): เอกสารกรอบการเจรจาระบุว่า สำหรับการใช้สารออกฤทธิ์ที่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษตาม Article 4(7) ของ Regulation (EC) No 1107/2009 ซึ่งใช้ในกรณีที่มีอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพพืชหรือการผลิตพืชและไม่มีทางเลือกอื่นที่เหมาะสม MRLs ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภายใต้ข้อยกเว้นดังกล่าวควรยังคงไว้ แม้ว่าสารออกฤทธิ์นั้นจะมีคุณสมบัติที่โดยทั่วไปอยู่ในข่ายต้องพิจารณาลด MRL ก็ตาม เหมาะสม(อ้างอิง: ข้อ (29b) หน้า 16 ของกรอบการเจรจาฯ)
3. ประเด็น import tolerance และ GAP ของประเทศที่สาม:
3.1 ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญคือ กรอบการเจรจาของคณะมนตรีฯ มีแนวทางยกเลิกการใช้คำว่า “import tolerance” ในตัวบท Regulation (EC) No 396/2005 โดยให้เหตุผลว่าคำดังกล่าวมักถูกตีความคลาดเคลื่อน อย่างไรก็ดี การยกเลิกคำศัพท์ดังกล่าวมิได้หมายความว่ากลไกการขอกำหนด MRL สำหรับประเทศที่สามถูกยกเลิกทั้งหมด โดยตัวบทระบุให้ชัดว่า MRL สามารถกำหนดได้ทั้งจาก GAP ที่ใช้ในสหภาพยุโรปและจาก GAP ที่ใช้ในประเทศที่สาม (อ้างอิง: ข้อ (30) หน้า 16 ของกรอบการเจรจาฯ) กล่าวอีกนัยหนึ่งกลไกที่เดิมเรียกว่า import tolerance ยังคงมีสาระสำคัญในรูปของการขอกำหนด MRL โดยอาศัย GAP ของประเทศที่สาม แต่มีการปรับถ้อยคำทางกฎหมายเพื่อไม่ใช้คำว่า import tolerance อีกต่อไป
3.2 อย่างไรก็ดี สำหรับสารที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายตามแนวทางใหม่ แม้จะมี MRL ที่กำหนดจาก GAP ของประเทศที่สามอยู่แล้ว MRL ดังกล่าวก็ยังอาจถูกทบทวนภายใต้กระบวนการใหม่ และอาจถูกลดลงภายหลังการประเมินผลกระทบ (อ้างอิง: ข้อ (29a) หน้า 16 ของกรอบการเจรจาฯ) ดังนั้น ในเชิงผลกระทบต่อการค้า ประเด็นสำคัญมิใช่เพียงการเปลี่ยนคำศัพท์จาก import tolerance แต่คือการเพิ่มกลไกที่เปิดให้ทบทวน MRL ที่ใช้กับสินค้านำเข้าโดยอาศัยปัจจัยที่นอกเหนือจากการประเมินความเสี่ยงต่อผู้บริโภคโดยตรง
4. มาตรการเปลี่ยนผ่าน: เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการลด MRLs กรอบการเจรจาของคณะมนตรีฯ ยังคงหลักการเรื่อง มาตรการเปลี่ยนผ่าน (transitional measures) โดยสินค้าที่เป็นไปตาม MRL เดิมและถูกวางจำหน่ายอย่างถูกต้องก่อนวันที่ MRL ใหม่เริ่มมีผล สามารถอยู่ในตลาดต่อไปได้ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่มีประเด็นด้านความปลอดภัยอาหาร โดยเอกสาร ST 13785/26 ขยายหลักดังกล่าวให้ครอบคลุมสินค้าที่ถูกจัดเก็บอยู่ในประเทศที่สามเพื่อเตรียมจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรปด้วย เพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมระหว่างสินค้านำเข้ากับสินค้าที่ผลิตภายในสหภาพยุโรป (อ้างอิง: ข้อ (31) หน้า 16-17 ของกรอบการเจรจาฯ)
5. สาระอื่นของกรอบการเจรจาที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร: นอกเหนือจาก MRLs แล้ว คณะมนตรีฯ ยังเห็นชอบแนวทางปรับปรุง Regulation (EC) No 1107/2009 เพื่อเร่งการเข้าถึงผลิตภัณฑ์อารักขาพืชที่เป็นทางเลือก โดยเฉพาะ biocontrol substances และ low-risk active substances ผ่านการให้ลำดับความสำคัญ
ในการประเมิน การปรับกระบวนการอนุญาต และการกำหนดอายุการอนุมัติที่ยาวขึ้น รวมทั้งเพิ่มบทบาทของ EFSA ในบางขั้นตอนของการประเมิน นอกจากนี้ คณะมนตรีฯ ยังเสนอขยายระยะเวลาการอนุมัติสารออกฤทธิ์ทั่วไปเป็น 15 ปีสำหรับการอนุมัติครั้งแรก และ 25 ปีสำหรับการต่ออายุในบางกรณี พร้อมเพิ่มกลไกติดตามข้อมูลที่ตีพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลการเฝ้าระวัง เพื่อชดเชยกับการขยายระยะเวลาอนุมัติ (อ้างอิง: ข้อ (7)-(10) หน้า 5-6 ของกรอบการเจรจาฯ)
6. สถานะทางกฎหมายและขั้นตอนต่อไป: การเห็นชอบของคณะมนตรีฯ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นเพียงท่าทีสำหรับการเจรจา ยังมิใช่กฎหมายฉบับสุดท้าย โดยข้อเสนอ Regulation ภายใต้เลขกระบวนการ 2025/0410 (COD) ยังคงอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติปกติ (ordinary legislative procedure) ซึ่งรัฐสภายุโรปและคณะมนตรีฯ มีสถานะเป็นผู้ร่วมออกกฎหมาย Legislative Observatoryโดยในปัจจุบัน รัฐสภายุโรปยังอยู่ในขั้น “Awaiting committee decision” โดยคณะกรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อมฯ (ENVI) และคณะกรรมาธิการด้านเกษตรและพัฒนาชนบท (AGRI) เป็นคณะกรรมาธิการร่วมรับผิดชอบร่างดังกล่าว และเมื่อรัฐสภายุโรปกำหนดท่าทีแล้ว ประธานคณะมนตรีฯ จะสามารถเริ่มการเจรจาไตรภาคี (trilogue) ระหว่างคณะมนตรีฯ รัฐสภายุโรป และคณะกรรมาธิการยุโรปได้ทังนี้ ฝ่ายประธานคณะมนตรีฯ ระบุว่ามีเป้าหมายให้สามารถบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกับรัฐสภายุโรปต่อ Omnibus X ได้ภายในสิ้นปี 2569 อย่างไรก็ดี กรอบเวลาจริงจะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของกระบวนการพิจารณาภายในรัฐสภายุโรป


