free page hit counter

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Office of Agricultural Affairs | Royal Thai Embassy, Brussels
HomeRegulationOmnibus packagesรายงานพัฒนาการข้อเสนอ Food and Feed Safety Simplification Omnibus ของสหภาพยุโรป ภายหลังคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปเห็นชอบกรอบการเจรจา (negotiating mandate)

รายงานพัฒนาการข้อเสนอ Food and Feed Safety Simplification Omnibus ของสหภาพยุโรป ภายหลังคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปเห็นชอบกรอบการเจรจา (negotiating mandate)

Featured Image by emersonbegnini under Pixabay license

1. ภาพรวมและพัฒนาการของ Food and Feed Safety Simplification Omnibus: 

                      1.1 ข้อเสนอ Food and Feed Safety Simplification Omnibus หรือ “Omnibus X” เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย simplification ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระทางปกครองและต้นทุนด้านกฎระเบียบของภาคธุรกิจและหน่วยงานรัฐ โดยยังคงมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร สุขภาพคนและสัตว์ และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมไว้ในระดับสูง ทั้งนี้ Omnibus X ครอบคลุมการแก้ไขกฎหมายสหภาพยุโรปหลายฉบับในด้านผลิตภัณฑ์อารักขาพืช สารชีวฆาต อาหารสัตว์ อาหารดัดแปลงพันธุกรรม การควบคุมทางการ และสวัสดิภาพสัตว์ เป็นต้น

                      1.2 Omnibus X แบ่งการดำเนินการออกเป็นหลายส่วน โดยเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Council of the European Union) ได้ให้ความเห็นชอบขั้นสุดท้ายต่อกฎหมายที่ขยายระยะเวลาการคุ้มครองข้อมูลสำหรับสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์ชีวฆาต (biocides) และเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ได้เห็นชอบกรอบการเจรจาอีกส่วนหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้สารกำจัดศัตรูพืชอย่างยั่งยืน การลดความซ้ำซ้อนของการจัดเก็บข้อมูลสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม และการยกเลิกกฎหมายเก่าบางฉบับเกี่ยวกับวัสดุพลาสติกสัมผัสอาหาร

                      1.3 ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป ได้เห็นชอบกรอบการเจรจา (negotiating mandate) สำหรับส่วนที่เหลือของข้อเสนอ Omnibus X ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ  Regulation (EC) No 396/2005 ว่าด้วย MRLs  Regulation (EC) No 1107/2009 ว่าด้วยผลิตภัณฑ์อารักขาพืช Regulation (EU) No 528/2012 ว่าด้วยผลิตภัณฑ์ชีวฆาต ตลอดจนกฎหมายด้านอาหารสัตว์และอาหารดัดแปลงพันธุกรรม โดยเอกสารกรอบการเจรจาของคณะมนตรีฯ คือ ST 13785/26 ภายใต้กระบวนการนิติบัญญัติ 2025/0410 (COD) และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้แทนถาวรของประเทศสมาชิก (Committee of Permanent Representatives: COREPER) ในการประชุมวันเดียวกัน ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวระบุชัดว่าเป็น “Mandate for negotiations with the European Parliament” ซึ่งจะใช้เป็นท่าทีของคณะมนตรีฯ สำหรับการเจรจากับรัฐสภายุโรป (European Parliament) ในขั้นตอนต่อไป

2. สาระสำคัญของกรอบการเจรจาในประเด็น MRLs:

                      2.1 หลักการลด MRLs ลงสู่ระดับ technical zero: คณะมนตรีฯ ยังคงสาระหลักของข้อเสนอคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ที่เปิดให้ดำเนินการลดค่า MRLs เดิมของสารออกฤทธิ์บางชนิดซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในสหภาพยุโรปและมีคุณสมบัติเป็นอันตรายสูง ลงสู่ระดับ technical zero ภายหลังมีการประเมินผลกระทบ (impact assessment) ทั้งนี้ คณะมนตรีฯ อธิบายว่า สารกลุ่มดังกล่าวอาจรวมถึงสารที่มีคุณสมบัติก่อมะเร็ง เป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ รบกวนระบบต่อมไร้ท่อ หรือมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวอนึ่ง ในทางปฏิบัติ technical zero หมายถึงการกำหนดระดับสารตกค้างไว้ในระดับต่ำมากใกล้ขีดจำกัดทางที่ห้องปฏิบัติการสามารถตรวจวัดหรือหาปริมาณได้ ซึ่งหากนำมาใช้กับสารที่เกี่ยวข้อง จะทำให้สินค้าที่เคยสามารถเข้าสู่ตลาดได้ภายใต้ MRL เดิมต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับค่าที่ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ (อ้างอิง: ข้อ (28)–(29) หน้า 15–16 ของกรอบการเจรจาฯ) 

                      2.2 ขยายขอบเขตจากประเด็นสุขภาพไปยังผึ้งและน้ำใต้ดิน: พัฒนาการสำคัญในกรอบการเจรจาของคณะมนตรีฯ คือ การขยายขอบเขตของสารที่อาจถูกลด MRLs นอกเหนือจากสารที่มีคุณสมบัติเป็นอันตรายต่อสุขภาพคนหรือสิ่งแวดล้อมในลักษณะทั่วไป ให้ครอบคลุมสารออกฤทธิ์ที่เงื่อนไขการใช้ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ไม่อาจยอมรับได้ต่อผึ้ง หรือการอยู่รอดและการพัฒนาของรังผึ้ง รวมทั้งสารที่ภายใต้เงื่อนไขการใช้ตามปกติอาจทำให้สารออกฤทธิ์หรือสารเมแทบอไลต์ สารสลายตัว หรือผลิตภัณฑ์จากปฏิกิริยาปรากฏใน น้ำใต้ดิน ในระดับที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์การอนุมัติของสหภาพยุโรป โดยเอกสาร ST 13785/26 ให้เหตุผลว่า ประเด็น การลดลงของแมลงผสมเกสรและการปกป้องน้ำใต้ดินเป็นประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยกว้างและเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางอาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ และการผลิตทางการเกษตร จึงเห็นควรให้มีแนวทางที่เข้มงวดต่อสารตกค้างของสารดังกล่าวในสินค้านำเข้า(อ้างอิง: ข้อ (29) หน้า 15–16 ของกรอบการเจรจาฯ)

                      2.3 การทบทวน MRLs ที่กำหนดตาม Codex หรือ GAP ของประเทศที่สาม: กรอบการเจรจายังระบุว่า สำหรับสารในกลุ่มดังกล่าว คณะกรรมาธิการยุโรปควรประเมิน MRLs ที่มีอยู่เดิมอย่างเป็นระบบ รวมถึง MRLs ที่กำหนดตามมาตรฐาน Codex Alimentarius หรือกำหนดบนพื้นฐานของแนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) ในประเทศที่สาม และภายหลังการประเมินผลกระทบแล้ว อาจพิจารณาลด MRLs เดิมหรือกำหนด MRLs ใหม่ตามความเหมาะสม(อ้างอิง: ข้อ (29a) หน้า 16 ของกรอบการเจรจาฯ) ทั้งนี้ ประเด็นนี้มีนัยสำคัญต่อประเทศผู้ส่งออก เนื่องจากแม้ MRL เดิมจะถูกกำหนดบนพื้นฐาน Codex หรือ GAP ของประเทศผู้ผลิต แต่ยังสามารถถูกนำกลับมาทบทวนได้ หากสารออกฤทธิ์นั้นเข้าข่ายคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในกรอบใหม่

                      2.4 ข้อยกเว้นสำหรับการใช้สารตาม Article 4(7): เอกสารกรอบการเจรจาระบุว่า สำหรับการใช้สารออกฤทธิ์ที่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษตาม Article 4(7) ของ Regulation (EC) No 1107/2009 ซึ่งใช้ในกรณีที่มีอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพพืชหรือการผลิตพืชและไม่มีทางเลือกอื่นที่เหมาะสม MRLs ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภายใต้ข้อยกเว้นดังกล่าวควรยังคงไว้ แม้ว่าสารออกฤทธิ์นั้นจะมีคุณสมบัติที่โดยทั่วไปอยู่ในข่ายต้องพิจารณาลด MRL ก็ตาม เหมาะสม(อ้างอิง: ข้อ (29b) หน้า 16 ของกรอบการเจรจาฯ)

3. ประเด็น import tolerance และ GAP ของประเทศที่สาม:

                      3.1 ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญคือ กรอบการเจรจาของคณะมนตรีฯ มีแนวทางยกเลิกการใช้คำว่า “import tolerance” ในตัวบท Regulation (EC) No 396/2005 โดยให้เหตุผลว่าคำดังกล่าวมักถูกตีความคลาดเคลื่อน อย่างไรก็ดี การยกเลิกคำศัพท์ดังกล่าวมิได้หมายความว่ากลไกการขอกำหนด MRL สำหรับประเทศที่สามถูกยกเลิกทั้งหมด โดยตัวบทระบุให้ชัดว่า MRL สามารถกำหนดได้ทั้งจาก GAP ที่ใช้ในสหภาพยุโรปและจาก GAP ที่ใช้ในประเทศที่สาม (อ้างอิง: ข้อ (30) หน้า 16 ของกรอบการเจรจาฯ) กล่าวอีกนัยหนึ่งกลไกที่เดิมเรียกว่า import tolerance ยังคงมีสาระสำคัญในรูปของการขอกำหนด MRL โดยอาศัย GAP ของประเทศที่สาม แต่มีการปรับถ้อยคำทางกฎหมายเพื่อไม่ใช้คำว่า import tolerance อีกต่อไป

                      3.2 อย่างไรก็ดี สำหรับสารที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายตามแนวทางใหม่ แม้จะมี MRL ที่กำหนดจาก GAP ของประเทศที่สามอยู่แล้ว MRL ดังกล่าวก็ยังอาจถูกทบทวนภายใต้กระบวนการใหม่ และอาจถูกลดลงภายหลังการประเมินผลกระทบ (อ้างอิง: ข้อ (29a) หน้า 16 ของกรอบการเจรจาฯ) ดังนั้น ในเชิงผลกระทบต่อการค้า ประเด็นสำคัญมิใช่เพียงการเปลี่ยนคำศัพท์จาก import tolerance แต่คือการเพิ่มกลไกที่เปิดให้ทบทวน MRL ที่ใช้กับสินค้านำเข้าโดยอาศัยปัจจัยที่นอกเหนือจากการประเมินความเสี่ยงต่อผู้บริโภคโดยตรง

 4. มาตรการเปลี่ยนผ่าน: เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการลด MRLs กรอบการเจรจาของคณะมนตรีฯ ยังคงหลักการเรื่อง มาตรการเปลี่ยนผ่าน (transitional measures) โดยสินค้าที่เป็นไปตาม MRL เดิมและถูกวางจำหน่ายอย่างถูกต้องก่อนวันที่ MRL ใหม่เริ่มมีผล สามารถอยู่ในตลาดต่อไปได้ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่มีประเด็นด้านความปลอดภัยอาหาร โดยเอกสาร ST 13785/26 ขยายหลักดังกล่าวให้ครอบคลุมสินค้าที่ถูกจัดเก็บอยู่ในประเทศที่สามเพื่อเตรียมจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรปด้วย เพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมระหว่างสินค้านำเข้ากับสินค้าที่ผลิตภายในสหภาพยุโรป (อ้างอิง: ข้อ (31) หน้า 16-17 ของกรอบการเจรจาฯ)

5. สาระอื่นของกรอบการเจรจาที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร: นอกเหนือจาก MRLs แล้ว คณะมนตรีฯ ยังเห็นชอบแนวทางปรับปรุง Regulation (EC) No 1107/2009 เพื่อเร่งการเข้าถึงผลิตภัณฑ์อารักขาพืชที่เป็นทางเลือก โดยเฉพาะ biocontrol substances และ low-risk active substances ผ่านการให้ลำดับความสำคัญ
ในการประเมิน การปรับกระบวนการอนุญาต และการกำหนดอายุการอนุมัติที่ยาวขึ้น รวมทั้งเพิ่มบทบาทของ EFSA ในบางขั้นตอนของการประเมิน นอกจากนี้ คณะมนตรีฯ ยังเสนอขยายระยะเวลาการอนุมัติสารออกฤทธิ์ทั่วไปเป็น 15 ปีสำหรับการอนุมัติครั้งแรก และ 25 ปีสำหรับการต่ออายุในบางกรณี พร้อมเพิ่มกลไกติดตามข้อมูลที่ตีพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลการเฝ้าระวัง เพื่อชดเชยกับการขยายระยะเวลาอนุมัติ (อ้างอิง: ข้อ (7)-(10) หน้า 5-6 ของกรอบการเจรจาฯ)

6. สถานะทางกฎหมายและขั้นตอนต่อไป: การเห็นชอบของคณะมนตรีฯ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นเพียงท่าทีสำหรับการเจรจา ยังมิใช่กฎหมายฉบับสุดท้าย โดยข้อเสนอ Regulation ภายใต้เลขกระบวนการ 2025/0410 (COD) ยังคงอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติปกติ (ordinary legislative procedure) ซึ่งรัฐสภายุโรปและคณะมนตรีฯ มีสถานะเป็นผู้ร่วมออกกฎหมาย Legislative Observatoryโดยในปัจจุบัน รัฐสภายุโรปยังอยู่ในขั้น “Awaiting committee decision” โดยคณะกรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อมฯ (ENVI) และคณะกรรมาธิการด้านเกษตรและพัฒนาชนบท (AGRI) เป็นคณะกรรมาธิการร่วมรับผิดชอบร่างดังกล่าว และเมื่อรัฐสภายุโรปกำหนดท่าทีแล้ว ประธานคณะมนตรีฯ จะสามารถเริ่มการเจรจาไตรภาคี (trilogue) ระหว่างคณะมนตรีฯ รัฐสภายุโรป และคณะกรรมาธิการยุโรปได้ทังนี้ ฝ่ายประธานคณะมนตรีฯ ระบุว่ามีเป้าหมายให้สามารถบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกับรัฐสภายุโรปต่อ Omnibus X ได้ภายในสิ้นปี 2569 อย่างไรก็ดี กรอบเวลาจริงจะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของกระบวนการพิจารณาภายในรัฐสภายุโรป