คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Decision (EU) 2026/2260 ว่าด้วย การกำหนดเกณฑ์การปรับใช้ Directive 2010/75/EU เกี่ยวกับเงื่อนไขที่เป็นมาตรฐานสำหรับเกณฑ์การดำเนินงานในการเลี้ยงสัตว์ปีกและสุกร ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้
- วัตถุประสงค์ เพื่อลดการปล่อยมลพิษ โดยเฉพาะแอมโมเนีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม และลดปริมาณไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่ขับออกจากสัตว์ผ่านการจัดการอาหารสัตว์อย่างเหมาะสม ส่งเสริมการใช้เทคนิคที่ดีที่สุดที่มีอยู่ (Best Available Techniques: BAT) และเทคนิคใหม่ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สุขภาพมนุษย์ สวัสดิภาพสัตว์ และต้นทุนของเกษตรกร
- ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง: กำหนดมาตรฐานแนวทางการจัดการฟาร์มสุกรและสัตว์ปีกให้เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับโรงเรือนเลี้ยงสุกรและสัตว์ปีก ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม (Industrial Emissions Directive: IED) โดยมุ่งลดการปล่อยแอมโมเนีย มีเทน ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส รวมถึงฝุ่น กลิ่น และการใช้ทรัพยากรน้ำและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมการจัดการอาหารสัตว์ โรงเรือน การรวบรวม การจัดเก็บ และการบำบัดมูลสัตว์ การนำมูลไปใช้ในพื้นที่เกษตรกรรม และการจัดเก็บซากสัตว์ ครอบคลุมกิจกรรมเลี้ยงสุกรและสัตว์ปีกที่อยู่ในขอบเขตของภาคผนวกของ Directive 2010/75/EU โดยคำนวณขนาดกิจการตามหน่วยปศุสัตว์ (Livestock Units: LSU)
- ข้อกำหนดสำหรับฟาร์มสุกร: ครอบคลุมการจัดการอาหารสัตว์โดยกำหนดให้ฟาร์มต้องปรับสูตรอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการทางโภชนาการของสุกร เพื่อจำกัดปริมาณไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่ขับออกมา โดยกำหนดค่าขีดจำกัดสูงสุดต่อพื้นที่เลี้ยงสัตว์ต่อปี การลดโปรตีนดิบโดยรักษาสมดุลกรดอะมิโน การปรับสูตรอาหารตามช่วงการเจริญเติบโต การใช้วัตถุเจือปนอาหารสัตว์ที่ได้รับอนุญาต และการให้อาหารแบบแม่นยำตามความต้องการของสัตว์แต่ละตัว รวมถึงการควบคุมการปล่อยแอมโมเนียจากโรงเรือนเลี้ยงสุกร โดยกำหนดค่าขีดจำกัดสูงสุด (Maximum Values) ของการปล่อยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และแอมโมเนียตามประเภทสุกร สภาพโรงเรือน การบำบัดมูลสัตว์ โดยการนำมูลออกจากโรงเรือนบ่อยขึ้น การปรับโครงสร้างพื้นและช่องรวบรวมมูล การทำให้มูลแห้ง การปรับสภาพมูลด้วยกรด การทำความเย็นมูล และระบบบำบัดอากาศเสีย ตามความเหมาะสมของโครงสร้างโรงเรือนและข้อจำกัดทางเทคนิค
4. ข้อกำหนดสำหรับฟาร์มสัตว์ปีก: ครอบคลุมการจัดการอาหารสัตว์โดยกำหนดค่าขีดจำกัดไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่ขับออกจากสัตว์ต่อพื้นที่เลี้ยงสัตว์ต่อปี การปรับระดับโปรตีนในอาหาร การให้อาหารตามช่วงการผลิต และการใช้วัตถุเจือปนอาหารสัตว์ที่ได้รับอนุญาต รวมถึงการควบคุมแอมโมเนีย มีเทน ฝุ่น และกลิ่นจากโรงเลี้ยงสัตว์ปีก โดยกำหนดค่าขีดจำกัดแอมโมเนีย ไนโตรแจน และฟอสฟอรัสตามประเภทสัตว์ปีกและลักษณะโรงเรือน ระบบบำบัดอากาศ การนำมูลออกด้วยสายพานหรือเครื่องกวาด การทำให้มูลแห้ง และการจัดการวัสดุรองพื้น โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของโรงเรือน สภาพภูมิอากาศ และสวัสดิภาพสัตว์
5.การจัดการมูลสัตว์และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: ครอบคลุมการจัดเก็บ การแปรรูป และการนำมูลสัตว์ไปใช้ในพื้นที่เกษตรกรรม ดังนี้
– การจัดเก็บมูลสัตว์: ใช้ระบบจัดเก็บที่ลดการรั่วไหลและการปล่อยมลพิษ เช่น พื้นและผนังที่ไม่ซึมผ่าน หรือโครงสร้างที่ป้องกันการรั่วซึม
– การจัดการมูลเหลว: พิจารณาใช้ระบบคลุมบ่อ การทำให้เย็น หรือการปรับสภาพมูลด้วยกรด เพื่อลดการปล่อยแอมโมเนียและมีเทนตามความเหมาะสม
– การจัดเก็บมูลแข็ง: ใช้พื้นที่จัดเก็บที่เหมาะสม ลดการสัมผัสกับน้ำและสิ่งแวดล้อม และควบคุมกลิ่น
– การแปรรูปมูลสัตว์: หากมีการแปรรูปภายในฟาร์ม ต้องใช้เทคนิคที่ช่วยป้องกันหรือลดการปล่อยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส มีเทน กลิ่น และเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค
– การจัดการโรงเรือน: ลดฝุ่นและกลิ่น ใช้น้ำและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตรวจสอบและบำรุงรักษาอาคารและอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ดี ไม่ได้กำหนดให้ทุกฟาร์มต้องใช้เทคนิคเดียวกัน แต่สามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมและให้ผลด้านสิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์ที่กำหนด
6.การติดตามตรวจสอบและจัดเก็บข้อมูล: กำหนดให้มีการติดตามตรวจสอบการปล่อยมลพิษและปริมาณสารอาหารที่ขับออกจากสัตว์ อาทิ
– ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส: ประเมินสมดุลมวลสารจากปริมาณอาหารที่กิน ปริมาณโปรตีนดิบและฟอสฟอรัสในอาหาร รวมถึงข้อมูลการเจริญเติบโตหรือผลผลิตของสัตว์ โดยทั่วไปอย่างน้อยปีละครั้งสำหรับสัตว์แต่ละประเภท
– แอมโมเนีย: ติดตามอย่างน้อยในระดับโรงเรือนแต่ละแห่ง โดยใช้การคำนวณสมดุลไนโตรเจนหรือค่าปัจจัยการปล่อยมลพิษ อย่างน้อยปีละครั้ง
– มีเทน: ใช้ค่าปัจจัยการปล่อยมลพิษในการติดตาม โดยทั่วไปปีละครั้ง
7.ระยะเวลาการนำไปปรับใช้: คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปต้องนำข้อกำหนดนี้ไปปรับใช้ภายในกรอบเวลาดังต่อไปนี้
| ขนาดโรงเรือนตาม LSU | กำหนดเวลาสูงสุด |
| ตั้งแต่ 600 LSU ขึ้นไป | ภายใน 4 ปี โดยนับจากวันที่ 8 ตุลาคม 2569 |
| ตั้งแต่ 400 LSU ขึ้นไป | ภายใน 5 ปี โดยนับจากวันที่ 8 ตุลาคม 2569 |
| กิจการอื่นๆ ภาคผนวก Ia Directive 2010/75/EU | ภายใน 6 ปี โดยนับจากวันที่ 8 ตุลาคม 2569 |
กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2569) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบฯ สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code


