free page hit counter

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Office of Agricultural Affairs | Royal Thai Embassy, Brussels
HomeRegulationรายงานผลการเข้าร่วมประชุมสัมมนาออนไลน์ (Webinar) เรื่อง กฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรปว่าด้วยการกำหนดค่าปริมาณสูงสุดของสาร Mineral Oil Aromatic Hydrocarbons (MOAH) ในอาหาร

รายงานผลการเข้าร่วมประชุมสัมมนาออนไลน์ (Webinar) เรื่อง กฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรปว่าด้วยการกำหนดค่าปริมาณสูงสุดของสาร Mineral Oil Aromatic Hydrocarbons (MOAH) ในอาหาร

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 สปษ. สหภาพยุโรปได้เข้าร่วมการสัมมนาออนไลน์ เรื่อง New EU Rules on Maximum Levels for Mineral Oil Aromatic Hydrocarbons (MOAH) ซึ่งจัดโดยโครงการ AGRINFO โดยได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับร่างกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรปว่าด้วยการกำหนดค่าปริมาณสูงสุด (Maximum Levels: MLs) ของสาร Mineral Oil Aromatic Hydrocarbons (MOAH) ในอาหาร รวมทั้งแนวทางการบังคับใช้ การเตรียมความพร้อมของประเทศคู่ค้า และมาตรการลดความเสี่ยงของผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ Mineral Oil Hydrocarbons (MOH) เป็นกลุ่มสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ส่วนใหญ่มีแหล่งกำเนิดจากน้ำมันดิบ แต่สามารถเกิดจากถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ หรือชีวมวลได้เช่นกัน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ Mineral Oil Aromatic Hydrocarbons (MOAH) และ Mineral Oil Saturated Hydrocarbons (MOSH) โดยสำหรับ MOAH สำนักงานความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority: EFSA) ประเมินว่าเป็นกลุ่มสารที่อาจประกอบด้วยสารก่อกลายพันธุ์และสารก่อมะเร็ง รวมถึงสารก่อมะเร็งที่ทำลายสารพันธุกรรม จึงเป็นสารที่สหภาพยุโรปให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากไม่สามารถกำหนดระดับการได้รับที่ปลอดภัยได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ MOSH  แม้ EFSA จะเห็นว่าระดับการได้รับในปัจจุบันยังไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพโดยตรง แต่สามารถสะสมในอวัยวะของมนุษย์ เช่น ตับและเนื้อเยื่อไขมัน และผลการประเมินความเสี่ยงชี้ว่าค่าความปลอดภัย (Margin of Exposure: MOE) ยังมีไม่มาก สหภาพยุโรปจึงอยู่ระหว่างดำเนินมาตรการติดตามและลดการปนเปื้อนอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบัน สหภาพยุโรปยังไม่มีการกำหนดค่า MLs ของ MOAH ในอาหารเป็นการเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้ใช้หลักการภายใต้กฎหมายอาหารทั่วไปของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดให้อาหารที่วางจำหน่ายในตลาดต้องมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค
โดยภายหลังผลการประเมินของ EFSA ประเทศสมาชิกอียูได้เห็นพ้องแนวทางบังคับใช้ร่วมกันว่า หากตรวจพบ MOAH เกินระดับ Limit of Quantification (LOQ) ให้พิจารณาถอนสินค้าออกจากตลาด และหากจำเป็นให้เรียกคืนสินค้าโดยเกณฑ์ LOQ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแบ่งตามปริมาณไขมันของอาหาร ได้แก่ อาหารที่มีไขมันไม่เกิน ร้อยละ ๔ ใช้เกณฑ์ 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม อาหารที่มีไขมันมากกว่าร้อยละ 4 แต่ไม่เกินร้อยละ 50 ใช้เกณฑ์ 1.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และอาหารที่มีไขมันมากกว่าร้อยละ 50 ใช้เกณฑ์ 2.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ หลังจากประเทศสมาชิกอียูเริ่มใช้แนวทางดังกล่าว จำนวนการแจ้งเตือนผ่านระบบ Rapid Alert System for Food and Feed (RASFF) เกี่ยวกับ MOAH มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสินค้าอาหารกลุ่มน้ำมันบริโภค ข้าว สมุนไพร และเครื่องเทศ การปนเปื้อนของ MOAH สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน ทั้งจากสิ่งแวดล้อม การผลิตทางการเกษตร การใช้เครื่องจักรกล การแปรรูป การอบแห้ง การขนส่ง และวัสดุบรรจุภัณฑ์ โดยแหล่งกำเนิดที่สำคัญ ได้แก่ การสัมผัสไอเสียจากเครื่องยนต์และกระบวนการเผาไหม้ การรั่วไหลของน้ำมันหล่อลื่นจากเครื่องจักรกลการเกษตรหรือเครื่องจักรในโรงงาน การใช้สารกำจัดศัตรูพืชหรือสารช่วยการผลิตที่มีพาราฟินหรือส่วนประกอบของน้ำมันแร่ การใช้ตัวทำละลายที่ปนเปื้อนในกระบวนการสกัด ตลอดจนการอบแห้งวัตถุดิบบนพื้นผิวที่ไม่เหมาะสม เช่น พื้นยางมะตอย นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์เป็นแหล่งปนเปื้อนสำคัญ โดยเฉพาะกระสอบปอกระเจา (Jute bag) ที่ผ่านการเคลือบน้ำมันแร่ หมึกพิมพ์จากกระดาษรีไซเคิล กระดาษหรือกระดาษแข็งที่เคลือบไขหรือพาราฟิน และวัสดุสัมผัสอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำมันแร่ ซึ่งสามารถถ่ายเทสาร MOAH เข้าสู่อาหารได้ ดังนั้น สหภาพยุโรปจึงเน้นให้ผู้ประกอบการควบคุมแหล่งกำเนิดการปนเปื้อนตั้งแต่ต้นทาง แทนการแก้ไขเฉพาะปลายทางก่อนการส่งออก คณะกรรมาธิการยุโรปใช้หลักการ As Low As Reasonably Achievable (ALARA) ในการกำหนดค่า MLs ของ MOAH กล่าวคือ ให้ระดับการปนเปื้อนต่ำที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ภายใต้แนวปฏิบัติที่ดีในการผลิตและควบคุมคุณภาพ โดยสำหรับสินค้าอาหารหลายประเภท สหภาพยุโรปเห็นว่าสามารถลดการปนเปื้อนให้ต่ำกว่าระดับ LOQ ได้ หากผู้ประกอบการมีระบบควบคุมความเสี่ยงที่เหมาะสมอย่างไรก็ตาม สินค้าบางกลุ่มยังมีข้อจำกัดทางเทคนิค หรือมีสารธรรมชาติในพืชที่รบกวนการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ สหภาพยุโรปจึงกำหนดช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยอนุญาตให้ใช้ค่า MLs ที่สูงกว่า LOQ ในช่วงแรก และทยอยลดลงจนถึงระดับ LOQ ภายในปี ๒๕๗๓ กฎระเบียบใหม่จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 สำหรับสินค้าอาหารหลายกลุ่ม เช่น ธัญพืชและผลิตภัณฑ์จากธัญพืช นมและผลิตภัณฑ์นม อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก เมล็ดพืชน้ำมัน ถั่ว พืชตระกูลถั่ว Cocoa Mass และ Cocoa Powder โดยสินค้าส่วนใหญ่จะใช้ค่า MLs ที่ระดับ LOQ  (1) สำหรับธัญพืช รวมถึงข้าว กำหนดค่า ML ที่ 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 ส่วนผลิตภัณฑ์จากธัญพืชที่มีธัญพืชเป็นส่วนประกอบมากกว่าร้อยละ 80 จะใช้ค่า MLs  ตามปริมาณไขมันของผลิตภัณฑ์ กล่าวคือ 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันไม่เกินร้อยละ 4  และ 1.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันมากกว่าร้อยละ 4 แต่ไม่เกินร้อยละ 50 (2) สำหรับน้ำมันและไขมันพืช สหภาพยุโรปกำหนดค่ามาตรฐานแตกต่างกันตามชนิดของน้ำมัน โดยน้ำมันบางชนิด เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันเรพซีด น้ำมันทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันลินสีด จะใช้ค่า 2.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตั้งแต่ปี 2570 ขณะที่น้ำมันบางชนิดซึ่งรวมถึงน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันรำข้าว จะมีช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเริ่มที่ 6.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในปี 2570 ลดลงเป็น 4.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และลดลงสู่ 2.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ภายในปี 2573 (3) สำหรับสมุนไพร เครื่องเทศ ชา Herbal Infusions และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สหภาพยุโรปกำหนดค่า ML ที่ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 และลดลงเหลือ 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2573 เนื่องจากสินค้ากลุ่มนี้มีสารธรรมชาติจากพืชที่รบกวนการตรวจวิเคราะห์ ทำให้ไม่สามารถใช้ค่า LOQ เดียวกับอาหารทั่วไปได้ อย่างไรก็ตาม หากเป็นชาแห้งหรือสมุนไพรแห้งที่ใช้ชงน้ำและไม่ได้บริโภคกากชา (tea for use in aqueous brews) อาจไม่อยู่ภายใต้ค่า ML ดังกล่าว แต่หากใช้เป็นส่วนผสมของอาหาร หรือเป็นผลิตภัณฑ์ Instant Tea ที่บริโภคทั้งผลิตภัณฑ์ จะต้องปฏิบัติตามค่า MLs (4) สำหรับปลา/สัตว์น้ำทะเลอื่นๆ และสาหร่าย สหภาพยุโรปกำหนดค่า ML ที่ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 และลดลงเหลือ 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2573   (5) สำหรับอาหารแปรรูปและอาหารที่มีหลายส่วนประกอบ ในช่วงก่อนปี 2573 จะต้องคำนวณค่า MLs จากส่วนประกอบแต่ละชนิด โดยพิจารณาสัดส่วนของวัตถุดิบ การเจือจางหรือการเข้มข้นระหว่างกระบวนการผลิต และ Processing Factor ที่เหมาะสม จากนั้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2573 เป็นต้นไป สหภาพยุโรปจะกำหนดค่า MLs สำหรับอาหารแปรรูปโดยตรง โดยพิจารณาจากปริมาณไขมันของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันไม่เกินร้อยละ 4  1.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันร้อยละ 4–50 และ 2.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันมากกว่าร้อยละ 50