free page hit counter

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Office of Agricultural Affairs | Royal Thai Embassy, Brussels
HomeRegulationสหภาพยุโรปกำหนดเกณฑ์สวัสดิภาพของสุนัขและแมว (welfare of dogs and cats)

สหภาพยุโรปกำหนดเกณฑ์สวัสดิภาพของสุนัขและแมว (welfare of dogs and cats)

cat and dog together
Photo by Helena Jankovičová Kováčová on Pexels.com

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Regulation (EU) 2026/1818 ว่าด้วย การกำหนดเกณฑ์สวัสดิภาพของสุนัขและแมวและการตรวจสอบย้อนกลับ  ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. วัตถุประสงค์: เพื่อกำหนดเกณฑ์ (ก) สวัสดิภาพของสุนัขและแมวที่เพาะพันธุ์หรือเลี้ยงไว้ในสถานประกอบการหรือวางจำหน่ายในสหภาพยุโรป และ (ข) การตรวจสอบย้อนกลับของสุนัขและแมว โดยบังคับใช้กับการเพาะพันธุ์ การเลี้ยง การติดตาม การวางจำหน่าย และการนำเข้าสู่สหภาพยุโรปของสุนัขและแมว โดยละเว้นไม่ปรับใช้กับการเพาะพันธุ์ การเลี้ยง การวางจำหน่าย หรือการนำเข้าสู่สหภาพยุโรปของสุนัขหรือแมวที่มีวัตถุประสงค์ทางวิทยาศาสตร์ หรือเพื่อการทดลองทางคลินิกในกรณีขออนุญาตจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสัตว์
  2. ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง: ข้อกำหนดสำหรับผู้ประกอบการสถานประกอบการ (operators of establishments) อาทิ 

        –   หลักการสวัสดิภาพทั่วไป (General welfare principles) ผู้ประกอบการต้องดูแลสุนัขและแมวให้ได้รับอาหารและน้ำที่เพียงพอ มีสถานที่เลี้ยงที่เหมาะสมและปลอดภัย มีสุขภาพดี สามารถแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับมนุษย์ มีสุขภาพทางกายและจิตใจที่ดี และคำนึงถึงความต้องการของสัตว์แต่ละตัวเป็นสำคัญ

         – ข้อกำหนดสวัสดิภาพทั่วไป (General welfare obligations) ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบต่อสัตว์ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในการดูแล ไม่ทอดทิ้ง แม้จะนำสัตว์ไปอยู่ ณ บ้านอุปถัมภ์ (Foster home) หรือในกรณียุติกิจการต้องจัดให้สัตว์ได้รับบ้านใหม่ (rehoming) รวมถึงต้องติดตามและประเมินสวัสดิภาพสัตว์ โดยใช้ตัวชี้วัดจากตัวสัตว์ (animal-based indicators) อาทิพฤติกรรม และลักษณะทางกายภาพ   โดยต้องป้องกันการถูกทารุณกรรม จัดให้มีผู้ดูแลที่เพียงพอและมีความสามารถ รวมทั้งต้องติดตามสวัสดิภาพจากสภาพร่างกายและพฤติกรรมของสัตว์ และดำเนินการแก้ไขเมื่อพบปัญหา ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะออกกฎหมายลำดับรอง (delegated acts) เพื่อกำหนดเกณฑ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ตัวชี้วัดด้านพฤติกรรมและลักษณะทางกายภาพของสัตว์ และวิธีการที่ผู้ประกอบการต้องใช้ในการตรวจวัดและประเมินตัวชี้วัดดังกล่าว

         – ข้อกำหนดเกี่ยวกับกลยุทธ์การเพาะพันธุ์ (Breeding strategy obligations) ผู้ประกอบการสถานประกอบการเพาะพันธุ์สุนัขและแมวต้องดำเนินการเพาะพันธุ์โดยคำนึงถึงสุขภาพและสวัสดิภาพของสัตว์และลูกสัตว์ที่จะเกิดขึ้น อาทิ ลดความเสี่ยงจากพันธุกรรม  (genotype) การห้ามเพาะพันธุ์สัตว์ที่มีลักษณะโครงสร้างร่างกายผิดปกติหรือลักษณะทางกายภาพที่เกินเกณฑ์ (excessive conformational traits) การห้ามเพาะพันธุ์ในกรณีพ่อแม่กับลูก พี่น้องร่วมพ่อแม่เดียวกัน พี่น้องร่วมพ่อหรือร่วมแม่ ปู่/ย่า/ตา/ยายกับหลาน ยกเว้นได้รับอนุญาตจากหน่วยงานผู้มีอำนาจเป็นกรณีเฉพาะเพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์ท้องถิ่นที่มีฐานพันธุกรรมจำกัด และการห้ามเพาะพันธุ์เพื่อสร้างลูกผสม (hybrids)

– ข้อกำหนดในการแจ้งและการจดทะเบียนสถานประกอบการ การขออนุมัติสำหรับสถานประกอบการเพาะพันธุ์บางประเภท ผู้ดูแลสัตว์ต้องมีความสามารถด้านสวัสดิภาพสัตว์ การเข้าเยี่ยมเพื่อให้คำแนะนำด้านสวัสดิภาพสัตว์ การให้อาหารและน้ำสัตว์ ที่อยู่อาศัยสัตว์ และการคำนึงถึงความต้องการด้านพฤติกรรมของสัตว์

         – ข้อกำหนดในการละเว้นการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด (Painful practices) อาทิ การห้ามตัดหรือดัดแปลงอวัยวะสัตว์ เช่น ตัดใบหู (ear cropping) ตัดหาง (tail docking) ตัดเล็บ/ตัดหรือเอานิ้วบางส่วนหรือทั้งหมดออก (claw removal/digit amputation) ตัดหรือผ่าตัดเส้นเสียง/สายเสียง (resection of vocal cords or folds) จะสามารถทำได้เมื่อมีความจำเป็นทางการแพทย์ เช่น เพื่อรักษาหรือป้องกันโรค การบาดเจ็บ หรือเพื่อปกป้องสุขภาพของสัตว์ และดำเนินการโดยสัตวแพทย์ภายใต้การวางยาสลบ (anaesthesia) และการให้ยาระงับปวดอย่างต่อเนื่อง (prolonged analgesia) เท่านั้น ห้ามวิธีการจับหรือจัดการที่ทำให้สัตว์เจ็บปวดหรือทรมาน อาทิ มัดหรือรัดอวัยวะของสัตว์ เว้นแต่จำเป็นทางการแพทย์และเป็นระยะเวลาสั้นที่สุด ห้ามเตะ ตี ลาก โยน หรือบีบ สุนัขหรือแมว ห้ามใช้กระแสไฟฟ้ากับสัตว์ เว้นแต่มีเหตุผลทางการแพทย์ ห้ามใช้ตะกร้อครอบปาก (muzzle) เว้นแต่จำเป็นเพื่อเหตุผลทางการแพทย์หรือความปลอดภัยของสัตว์/มนุษย์ และต้องใช้ในระยะเวลาสั้นที่สุด โดยมีผู้ดูแล ห้ามใช้ปลอกคอแบบหนาม (prong collar) ห้ามใช้ปลอกคอรัดคอ (choke collar) ที่ไม่มีตัวหยุดเพื่อป้องกันการรัดแน่นเกินไป ห้ามยกสุนัขหรือแมวโดยจับที่ขา ศีรษะ หู หาง ขน หรือหนัง

3. การระบุอัตลักษณ์และการลงทะเบียนสุนัขและแมว รวมถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับการโฆษณาและการวางจำหน่ายในตลาดออนไลน์ อาทิ

        – กำหนดให้สุนัขและแมวต้องสามารถระบุตัวตนเป็นรายตัวและขึ้นทะเบียนในฐานข้อมูลระดับชาติ เพื่อให้สามารถติดตามเจ้าของหรือผู้รับผิดชอบได้   ผ่านการฝังไมโครชิปใต้ผิวหนัง (injectable transponder) เป็นรายตัว โดยสุนัขและแมวที่เกิดในสถานประกอบการ ต้องระบุตัวตนภายใน 3 เดือนหลังเกิด สัตว์ที่มีเจ้าของทั่วไป ต้องระบุตัวตนไม่เกินอายุ 3 เดือน หรือก่อนนำออกจำหน่าย สัตว์ที่มีไมโครชิปอยู่แล้วก่อนวันที่ 31 สิงหาคม 2571 (ค.ศ.2028) ตามกฎหมาย EU หรือของประเทศสมาชิก จะถือว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้ ตราบใดที่ไมโครชิปยังสามารถอ่านได้ ในกรณีไมโครชิปไม่สามารถอ่านหมายเลขได้ ผู้รับผิดชอบต้องฝังไมโครชิปใหม่ และขึ้นทะเบียนภายใน 2 วันทำการ และต้องปรับปรุงข้อมูลเมื่อมีการเปลี่ยนเจ้าของหรือเมื่อสัตว์เสียชีวิต ทั้งนี้ ข้อกำหนดจะเริ่มใช้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยผู้ประกอบการที่นำสัตว์วางจำหน่ายในตลาดจะเริ่มปรับใช้ในวันที่ 31 สิงหาคม 2573 (ค.ศ. 2030) ในส่วนของเจ้าของสัตว์ทั่วไปจะเริ่มใช้กับสุนัขในวันที่ 31 สิงหาคม 2579 (ค.ศ. 2036)  และแมว ในวันที่ 31 สิงหาคม 2584 (ค.ศ. 2041) 

– ข้อกำหนดเกี่ยวกับการโฆษณาออนไลน์และการนำสุนัข/แมวออกสู่ตลาด มีเป้าหมายเพื่อให้การซื้อขายสุนัขและแมวทางออนไลน์มี ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบ ต้องมีข้อความเตือนในการโฆษณาออนไลน์ ว่า “สัตว์ไม่ใช่ของเล่น การมีสัตว์เลี้ยงเป็นการตัดสินใจที่เปลี่ยนแปลงชีวิต คุณมีหน้าที่ดูแลสุขภาพและสวัสดิภาพของสัตว์ และต้องไม่ทอดทิ้งสัตว์” ผู้ที่นำสุนัขหรือแมวออกสู่ตลาดและโฆษณาทางออนไลน์ ต้องใช้ระบบตรวจสอบออนไลน์ของ EU เพื่อสร้างรหัสตรวจสอบเฉพาะ (unique verification token) เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบไมโครชิป/การระบุตัวตนสัตว์ได้รับการขึ้นทะเบียนจริง

4. หน้าที่ของหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก (Competent authorities) ของประเทศสมาชิก: รับผิดชอบหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับผู้ดูแลสัตว์ ฐานข้อมูลสุนัขและแมว การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสวัสดิภาพสัตว์และการรายงานต่อคณะกรรมาธิการยุโรป

5. การนำสุนัขและแมวเข้าสู่สหภาพยุโรป (Entry of dogs and cats into the EU) จากประเทศนอก EU เข้ามาในสหภาพยุโรป:

  • การนำเข้าเชิงพาณิชย์: สุนัขและแมวจะสามารถนำเข้าเพื่อวางจำหน่ายในตลาด EU ได้หากได้รับการเพาะพันธุ์และเลี้ยงตามข้อกำหนดด้านสวัสดิภาพสัตว์ใน Chapter II ของกฎระเบียบฉบับนี้ หรือปฏิบัติตามมาตรฐานอื่นที่ EU ยอมรับว่า มีความเทียบเท่า (equivalent) หรืออยู่ภายใต้ความตกลงระหว่าง EU กับประเทศผู้ส่งออก โดยต้องมี Official Certificate ตาม Regulation (EU) 2017/625 ประกอบการนำเข้า และใบรับรองต้องมีข้อความรับรองว่า ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดข้างต้น และต้องมีไมโครชิปก่อนเข้าสู่สหภาพยุโรป โดยผู้นำเข้าต้องตรวจสอบให้มีการขึ้นทะเบียนสัตว์ในฐานข้อมูลระดับชาติของประเทศสมาชิก ภายใน 5 วันทำการหลังจากนำเข้าสู่สหภาพยุโรป
  • การนำเข้าแบบไม่ใช่เชิงพาณิชย์ (Non-commercial movement) : หากเจ้าของนำสุนัขหรือแมวจากประเทศนอก EU เข้ามาในลักษณะการเดินทางมากับสัตว์เลี้ยงส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อการค้า เจ้าของต้องแจ้งข้อมูลล่วงหน้าใน EU Pet Traveller Database อย่างน้อย 5 วันทำการก่อนเข้าเขตสหภาพยุโรป อย่างไรก็ดี อนุโลมให้ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าในบางกรณี อาทิ การนำสัตว์เข้ามาโดยตรงจากประเทศ/ดินแดนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอยู่แล้วในฐานข้อมูลของประเทศสมาชิก EU
  • ภาคผนวกที่เกี่ยวข้อง:

1. ภาคผนวก I ข้อกำหนดสำหรับสถานประกอบการ ตามระบุในมาตรา 14- มาตรา 17

2. ภาคผนวก II การระบุอัตลักษณ์และการลงทะเบียนสุนัขและแมว

3. ภาคผนวก III ข้อมูลสวัสดิภาพสัตว์

6. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันที่ 31 สิงหาคม 2571 สำหรับในส่วนของการระบุอัตลักษณ์และการลงทะเบียนสุนัขและแมว ในส่วนของผู้ประกอบการที่นำเข้าสัตว์เพื่อวางจำหน่ายในสหภาพยุโรปจะเริ่มปรับใช้ในวันที่ 31 สิงหาคม 2573 และในส่วนของเจ้าของสัตว์ทั่วไปจะเริ่มปรับใช้กับสุนัขในวันที่ 31 สิงหาคม 2579 และกับแมวในวันที่ 31 สิงหาคม 2584 (ค.ศ. 2041) ตามลำดับ  ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code