free page hit counter

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Office of Agricultural Affairs | Royal Thai Embassy, Brussels
HomeRegulationสหภาพยุโรปกำหนดเงื่อนไขที่เป็นมาตรฐานสำหรับเกณฑ์การดำเนินงานในการเลี้ยงสัตว์ปีกและสุกร

สหภาพยุโรปกำหนดเงื่อนไขที่เป็นมาตรฐานสำหรับเกณฑ์การดำเนินงานในการเลี้ยงสัตว์ปีกและสุกร

large chicken farm in ecuador feeding area
Photo by DΛVΞ GΛRCIΛ on Pexels.com

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Decision (EU) 2026/2260 ว่าด้วย การกำหนดเกณฑ์การปรับใช้  Directive 2010/75/EU เกี่ยวกับเงื่อนไขที่เป็นมาตรฐานสำหรับเกณฑ์การดำเนินงานในการเลี้ยงสัตว์ปีกและสุกร ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. วัตถุประสงค์ เพื่อลดการปล่อยมลพิษ โดยเฉพาะแอมโมเนีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม และลดปริมาณไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่ขับออกจากสัตว์ผ่านการจัดการอาหารสัตว์อย่างเหมาะสม ส่งเสริมการใช้เทคนิคที่ดีที่สุดที่มีอยู่ (Best Available Techniques: BAT) และเทคนิคใหม่ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สุขภาพมนุษย์ สวัสดิภาพสัตว์ และต้นทุนของเกษตรกร
  2. ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง: กำหนดมาตรฐานแนวทางการจัดการฟาร์มสุกรและสัตว์ปีกให้เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับโรงเรือนเลี้ยงสุกรและสัตว์ปีก ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม (Industrial Emissions Directive: IED) โดยมุ่งลดการปล่อยแอมโมเนีย มีเทน ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส รวมถึงฝุ่น กลิ่น และการใช้ทรัพยากรน้ำและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมการจัดการอาหารสัตว์ โรงเรือน การรวบรวม การจัดเก็บ และการบำบัดมูลสัตว์ การนำมูลไปใช้ในพื้นที่เกษตรกรรม และการจัดเก็บซากสัตว์ ครอบคลุมกิจกรรมเลี้ยงสุกรและสัตว์ปีกที่อยู่ในขอบเขตของภาคผนวกของ Directive 2010/75/EU โดยคำนวณขนาดกิจการตามหน่วยปศุสัตว์ (Livestock Units: LSU)
  3. ข้อกำหนดสำหรับฟาร์มสุกร: ครอบคลุมการจัดการอาหารสัตว์โดยกำหนดให้ฟาร์มต้องปรับสูตรอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการทางโภชนาการของสุกร เพื่อจำกัดปริมาณไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่ขับออกมา โดยกำหนดค่าขีดจำกัดสูงสุดต่อพื้นที่เลี้ยงสัตว์ต่อปี การลดโปรตีนดิบโดยรักษาสมดุลกรดอะมิโน การปรับสูตรอาหารตามช่วงการเจริญเติบโต การใช้วัตถุเจือปนอาหารสัตว์ที่ได้รับอนุญาต และการให้อาหารแบบแม่นยำตามความต้องการของสัตว์แต่ละตัว  รวมถึงการควบคุมการปล่อยแอมโมเนียจากโรงเรือนเลี้ยงสุกร โดยกำหนดค่าขีดจำกัดสูงสุด (Maximum Values) ของการปล่อยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และแอมโมเนียตามประเภทสุกร สภาพโรงเรือน การบำบัดมูลสัตว์ โดยการนำมูลออกจากโรงเรือนบ่อยขึ้น การปรับโครงสร้างพื้นและช่องรวบรวมมูล การทำให้มูลแห้ง การปรับสภาพมูลด้วยกรด การทำความเย็นมูล และระบบบำบัดอากาศเสีย ตามความเหมาะสมของโครงสร้างโรงเรือนและข้อจำกัดทางเทคนิค

4. ข้อกำหนดสำหรับฟาร์มสัตว์ปีก: ครอบคลุมการจัดการอาหารสัตว์โดยกำหนดค่าขีดจำกัดไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่ขับออกจากสัตว์ต่อพื้นที่เลี้ยงสัตว์ต่อปี การปรับระดับโปรตีนในอาหาร การให้อาหารตามช่วงการผลิต และการใช้วัตถุเจือปนอาหารสัตว์ที่ได้รับอนุญาต รวมถึงการควบคุมแอมโมเนีย มีเทน ฝุ่น และกลิ่นจากโรงเลี้ยงสัตว์ปีก โดยกำหนดค่าขีดจำกัดแอมโมเนีย ไนโตรแจน และฟอสฟอรัสตามประเภทสัตว์ปีกและลักษณะโรงเรือน ระบบบำบัดอากาศ การนำมูลออกด้วยสายพานหรือเครื่องกวาด การทำให้มูลแห้ง และการจัดการวัสดุรองพื้น โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของโรงเรือน สภาพภูมิอากาศ และสวัสดิภาพสัตว์

5.การจัดการมูลสัตว์และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: ครอบคลุมการจัดเก็บ การแปรรูป และการนำมูลสัตว์ไปใช้ในพื้นที่เกษตรกรรม ดังนี้                                                                                                       

  – การจัดเก็บมูลสัตว์: ใช้ระบบจัดเก็บที่ลดการรั่วไหลและการปล่อยมลพิษ เช่น พื้นและผนังที่ไม่ซึมผ่าน หรือโครงสร้างที่ป้องกันการรั่วซึม                             

– การจัดการมูลเหลว: พิจารณาใช้ระบบคลุมบ่อ การทำให้เย็น หรือการปรับสภาพมูลด้วยกรด เพื่อลดการปล่อยแอมโมเนียและมีเทนตามความเหมาะสม

– การจัดเก็บมูลแข็ง: ใช้พื้นที่จัดเก็บที่เหมาะสม ลดการสัมผัสกับน้ำและสิ่งแวดล้อม และควบคุมกลิ่น

– การแปรรูปมูลสัตว์: หากมีการแปรรูปภายในฟาร์ม ต้องใช้เทคนิคที่ช่วยป้องกันหรือลดการปล่อยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส มีเทน กลิ่น และเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค

– การจัดการโรงเรือน: ลดฝุ่นและกลิ่น ใช้น้ำและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตรวจสอบและบำรุงรักษาอาคารและอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ

  อย่างไรก็ดี ไม่ได้กำหนดให้ทุกฟาร์มต้องใช้เทคนิคเดียวกัน แต่สามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมและให้ผลด้านสิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์ที่กำหนด

6.การติดตามตรวจสอบและจัดเก็บข้อมูล: กำหนดให้มีการติดตามตรวจสอบการปล่อยมลพิษและปริมาณสารอาหารที่ขับออกจากสัตว์ อาทิ

  – ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส: ประเมินสมดุลมวลสารจากปริมาณอาหารที่กิน ปริมาณโปรตีนดิบและฟอสฟอรัสในอาหาร รวมถึงข้อมูลการเจริญเติบโตหรือผลผลิตของสัตว์ โดยทั่วไปอย่างน้อยปีละครั้งสำหรับสัตว์แต่ละประเภท

   – แอมโมเนีย: ติดตามอย่างน้อยในระดับโรงเรือนแต่ละแห่ง โดยใช้การคำนวณสมดุลไนโตรเจนหรือค่าปัจจัยการปล่อยมลพิษ อย่างน้อยปีละครั้ง

   – มีเทน: ใช้ค่าปัจจัยการปล่อยมลพิษในการติดตาม โดยทั่วไปปีละครั้ง

7.ระยะเวลาการนำไปปรับใช้: คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปต้องนำข้อกำหนดนี้ไปปรับใช้ภายในกรอบเวลาดังต่อไปนี้

         ขนาดโรงเรือนตาม LSU                      กำหนดเวลาสูงสุด
ตั้งแต่ 600 LSU ขึ้นไป      ภายใน 4 ปี โดยนับจากวันที่ 8 ตุลาคม 2569
ตั้งแต่ 400 LSU ขึ้นไป      ภายใน 5 ปี โดยนับจากวันที่ 8 ตุลาคม 2569
กิจการอื่นๆ ภาคผนวก Ia Directive 2010/75/EU      ภายใน 6 ปี โดยนับจากวันที่ 8 ตุลาคม 2569

กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal  (ประกาศ ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2569) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบฯ สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code