free page hit counter

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Office of Agricultural Affairs | Royal Thai Embassy, Brussels
HomeRegulationOmnibus packagesรายงานผลการเข้าร่วมการสัมมนาออนไลน์ เรื่อง การทบทวนนโยบาย EU Simplification Agenda: ภาพรวมของ Omnibus Packages และแนวโน้มการผ่อนคลายกฎระเบียบของสหภาพยุโรป

รายงานผลการเข้าร่วมการสัมมนาออนไลน์ เรื่อง การทบทวนนโยบาย EU Simplification Agenda: ภาพรวมของ Omnibus Packages และแนวโน้มการผ่อนคลายกฎระเบียบของสหภาพยุโรป

          ด้วย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำสหภาพยุโรป (สปษ. สหภาพยุโรป) ได้เข้าร่วมการสัมมนาออนไลน์ (Webinar) เรื่อง การทบทวนนโยบาย EU Simplification Agenda: ภาพรวมของ Omnibus Packages และแนวโน้มการผ่อนคลายกฎระเบียบของสหภาพยุโรป (The EU Simplification Agenda: Taking Stock of the Omnibus Packages and Deregulatory Agenda) ซึ่งจัดโดย The Good Lobby เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.30–17.30 น. (เวลาท้องถิ่นกรุงบรัสเซลส์) โดยมีศาสตราจารย์ Alberto Alemanno ผู้ก่อตั้ง The Good Lobby และศาสตราจารย์ด้านกฎหมายสหภาพยุโรปจาก HEC Paris เป็นผู้ดำเนินรายการ และมีผู้แทนจากองค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรป อาทิ Réseau Action Climat (RAC France), Transport & Environment (T&E), Notre Affaire à Tous และ Générations Futures ร่วมอภิปราย เพื่อนำเสนอผลการศึกษาฉบับใหม่เกี่ยวกับผลกระทบของนโยบาย EU Simplification Agenda และ Omnibus Packages ของคณะกรรมาธิการยุโรป สรุปสาระสำคัญของผลการประชุมฯ สรุปได้ดังนี้

1. ข้อมูลเกี่ยวกับผู้จัดการสัมมนา: The Good Lobby เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มีสำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ ณ กรุงบรัสเซลส์ ก่อตั้งโดยศาสตราจารย์ Alberto Alemanno ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสหภาพยุโรป จาก HEC Paris มีพันธกิจในการส่งเสริมความโปร่งใสของกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในสหภาพยุโรป ผ่านการสนับสนุนงานด้านนโยบายสาธารณะ และการเผยแพร่ข้อมูลเชิงนโยบาย ปัจจุบัน The Good Lobby ได้ดำเนินโครงการ Deregulation Monitor (โครงการติดตามการผ่อนคลายกฎระเบียบของสหภาพยุโรป) เพื่อติดตาม วิเคราะห์ และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบาย EU Simplification Agenda และ Omnibus Packages รวมทั้งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความยั่งยืนของสหภาพยุโรป

2. ภูมิหลังของนโยบาย: ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งของคณะกรรมาธิการยุโรปชุดปัจจุบัน ภายใต้การนำของนาง Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปได้ผลักดันนโยบาย EU Simplification Agenda เพื่อปรับปรุงกฎระเบียบของสหภาพยุโรปให้มีความเรียบง่าย ลดภาระด้านกฎระเบียบและต้นทุนของภาคธุรกิจ พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของสหภาพยุโรป โดยกลไกสำคัญในการดำเนินนโยบายดังกล่าว คือ Omnibus Package ซึ่งเป็นการเสนอแก้ไขกฎหมายหลายฉบับภายใต้ข้อเสนอเดียว เพื่อให้การปรับปรุงกฎหมายเป็นไปอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมกฎหมายหลายด้าน อาทิ ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ สิ่งแวดล้อม อาหารและอาหารสัตว์ สารกำจัดศัตรูพืช และกฎหมายอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอ Omnibus Package หลายฉบับได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภาคประชาสังคมและนักวิชาการว่าอาจเป็นการผ่อนคลายมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน มากกว่าการลดภาระด้านกฎระเบียบเพียงอย่างเดียว

 3. ภาพรวมของนโยบาย EU Simplification Agenda และ Omnibus Packages:

3.1 ผู้ดำเนินรายการกล่าวว่า ปัจจุบันคณะกรรมาธิการยุโรปอยู่ระหว่างผลักดัน Omnibus Packages จำนวน 13 ชุด เพื่อทบทวนกฎหมายของสหภาพยุโรปหลายด้านภายใต้กรอบ EU Simplification Agenda โดยมีบางฉบับได้รับความเห็นชอบทางการเมืองแล้ว ขณะที่อีกหลายฉบับยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภายุโรปและคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป รวมทั้งยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมอยู่ระหว่างการจัดทำ

3.2 สถานะของ Omnibus Packages ของสหภาพยุโรป ณ วันที่ 6 กรกฎาคม 2569

Omnibusสาขาสาระสำคัญของการปรับปรุงสถานะ
Iความยั่งยืนลดและชะลอข้อกำหนดด้านการรายงาน ภายใต้ CSRD/CSDDDผ่านความเห็นชอบ
IIการลงทุนผ่อนคลายเงื่อนไขการเข้าถึงเงินทุน InvestEUผ่านความเห็นชอบ
IIIการเกษตร (CAP)ลดการตรวจสอบและเงื่อนไขภายใต้ CAPผ่านความเห็นชอบ
IVดิจิทัลผ่อนคลายข้อกำหนดเกี่ยวกับแบตเตอรี่และแร่สำคัญเห็นชอบบางส่วน
Vกลาโหมผ่อนคลายข้อกำหนด REACH สำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอยู่ระหว่างพิจารณา
VIสารเคมีผ่อนคลายข้อกำหนดด้านการติดฉลาก ปุ๋ย และสารเคมีเห็นชอบบางส่วน
VIIดิจิทัลผ่อนคลายข้อกำหนด GDPR และ AI Actเห็นชอบบางส่วน
VIIIสิ่งแวดล้อมลดข้อกำหนดด้านการรายงานและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอยู่ระหว่างพิจารณา
IXยานยนต์ผ่อนคลายเป้าหมายรถยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ปี 2578อยู่ระหว่างพิจารณา
Xอาหารและอาหารสัตว์ปรับระบบอนุมัติสารกำจัดศัตรูพืชให้รวดเร็วขึ้นเห็นชอบบางส่วน
XIผลิตภัณฑ์พลังงานปรับปรุงกฎการติดฉลากพลังงานอยู่ระหว่างพิจารณา
XIIภาษีลดความซ้ำซ้อนของกฎหมายภาษีและการรายงานอยู่ระหว่างพิจารณา
XIIIสิทธิพลเมืองยังไม่มีการเผยแพร่ข้อเสนอยังไม่มีข้อเสนอ

3.3 ผู้บรรยายเห็นว่า แม้นโยบายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระด้านกฎระเบียบและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ แต่ข้อเสนอหลายฉบับอาจส่งผลให้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความยั่งยืนของสหภาพยุโรปลดลง อีกทั้งหลายข้อเสนอไม่ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะและการประเมินผลกระทบตามกระบวนการปกติ

3.3 นอกจากนี้ ผู้บรรยายยังกล่าวว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งสหภาพยุโรป (European Ombudsman) ได้วินิจฉัยว่าการจัดทำ Omnibus I (ความยั่งยืน) และข้อเสนอที่เกี่ยวข้องบางส่วนของ Omnibus III (การเกษตร) มีลักษณะเป็นการบริหารราชการที่ไม่เหมาะสม (maladministration) เนื่องจากคณะกรรมาธิการยุโรปไม่ได้ดำเนินการรับฟัง ความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และจัดทำการประเมินผลกระทบอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งระบุว่า Omnibus XIII (ด้านสิทธิพลเมือง) จะเป็นข้อเสนอฉบับแรกที่จัดทำภายใต้แนวทาง Better Regulation Communication ฉบับใหม่ ซึ่งหลายฝ่ายกำลังติดตามว่าจะสอดคล้องกับข้อเสนอแนะผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งสหภาพยุโรป หรือไม่

4. ผลการศึกษาของภาคประชาสังคมเกี่ยวกับผลกระทบของ Omnibus Packages:

4.1 นาง Caroline François-Marsal ผู้แทนจาก Réseau Action Climat (RAC France) นำเสนอรายงานการศึกษาที่จัดทำร่วมกันโดยองค์กรภาคประชาสังคมของยุโรป เพื่อประเมินผลกระทบของนโยบาย EU Simplification Agenda และ Omnibus Packages ต่อกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของสหภาพยุโรป โดยพบว่าปัจจุบันมีมาตรการภายใต้ Omnibus Packages ที่ถือเป็นการปรับลดมาตรฐาน (Rollbacks) แล้วอย่างน้อย 20 มาตรการ และยังมีอีกกว่า 30 มาตรการที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งครอบคลุมกฎหมายอย่างน้อย 14 ฉบับ อาทิ กฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การตัดไม้ทำลายป่า ทรัพยากรน้ำ และนโยบายการเกษตรร่วม (CAP)

4.3 ผู้บรรยายได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า แม้คณะกรรมาธิการยุโรปจะให้เหตุผลว่าการดำเนินนโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดภาระของภาคธุรกิจ แต่การประเมินผลส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นการลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยยังไม่มีการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และผลกระทบระยะยาวอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปในปี 2567 เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การทบทวนกฎหมายภายใต้กรอบข้อตกลงสีเขียวยุโรป (European Green Deal) เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

5. ประเด็นการปรับปรุงกฎหมายภายใต้ Omnibus I : การทบทวน CSRD และ CSDDD

5.1 นาง Justine Ripoll ผู้แทนจากองค์กร Notre Affaire à Tous นำเสนอความคืบหน้าของ Omnibus I ซึ่งเป็นการทบทวนกฎหมายด้านความยั่งยืนของภาคธุรกิจ ได้แก่ Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) และ Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD) โดยระบุว่า แม้กฎหมายทั้งสองฉบับเพิ่งมีผลบังคับใช้ แต่คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอให้เปิดแก้ไขอีกครั้งในปี 2568 เพื่อลดภาระด้านกฎระเบียบของภาคธุรกิจ

5.2 ผู้บรรยายยังได้แสดงความเห็นว่า การแก้ไขดังกล่าวได้รับแรงกดดันจากภาคอุตสาหกรรมและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบางส่วน ส่งผลให้ข้อเสนอภายใต้ Omnibus I มีการผ่อนคลายข้อกำหนดสำคัญหลายประการ ได้แก่ การลดจำนวนบริษัทที่อยู่ภายใต้กฎหมาย การลดบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน การยกเลิกข้อกำหนดเกี่ยวกับแผนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ การลดความรับผิดทางแพ่งของบริษัท และการยกเลิกการขยายขอบเขตไปยังภาคบริการทางการเงิน ขณะที่ CSRD มีการเสนอปรับเพิ่มเกณฑ์ของบริษัทที่ต้องรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืน และผ่อนคลายข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลบางประเภท ทั้งนี้ การปรับแก้ดังกล่าวอาจลดประสิทธิภาพของกฎหมายในการส่งเสริมความรับผิดชอบของภาคธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน รวมทั้งอาจสร้างความไม่แน่นอนในการบังคับใช้กฎหมาย

5.4 อย่างไรก็ตาม แม้ Omnibus I จะได้รับความเห็นชอบแล้วก็ตาม แต่ยังมีช่องทางในการติดตามและผลักดันการบังคับใช้ในระดับประเทศ ผ่านการจัดทำแนวปฏิบัติ (Guidelines) ของคณะกรรมาธิการยุโรป การให้ข้อคิดเห็นต่อร่างแนวปฏิบัติ ตลอดจนการดำเนินคดีต่อศาลของประเทศสมาชิก เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

6. Omnibus X การทบทวนกฎหมายด้านสารกำจัดศัตรูพืชและชีวภัณฑ์:

6.1 นาย Andy Bartolotti ผู้แทนจาก Générations Futures ได้นำเสนอความคืบหน้าของ Omnibus X ซึ่งเป็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปในการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการอนุมัติสารออกฤทธิ์ของสารกำจัดศัตรูพืชและชีวภัณฑ์ โดยคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งการนำชีวภัณฑ์และสารที่มีความเป็นพิษต่ำเข้าสู่ตลาด รวมทั้งลดความเสียเปรียบของเกษตรกรยุโรปจากการแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่อาจใช้สารกำจัดศัตรูพืชซึ่งสหภาพยุโรปห้ามใช้

6.2 อย่างไรก็ตาม ผู้บรรยายเห็นว่า แม้ข้อเสนอดังกล่าวจะมีวัตถุประสงค์เชิงบวกในบางประเด็น แต่ในรายละเอียดกลับมีข้อเสนอหลายประการที่อาจลดความเข้มงวดของระบบกำกับดูแลสารกำจัดศัตรูพืชของสหภาพยุโรป ได้แก่ (1) การขยายระยะเวลาการอนุมัติสารออกฤทธิ์ของสารกำจัดศัตรูพืชและชีวภัณฑ์ในหลายกรณี  (2) การขยายระยะเวลาผ่อนผัน (Grace Period) หลังจากมีการเพิกถอนการอนุญาตใช้สาร (3) การผ่อนคลายเงื่อนไขการอนุญาตใช้สารต้องห้ามเป็นกรณีพิเศษ (Emergency Derogation) (4) การลดความยืดหยุ่นของประเทศสมาชิกในการใช้ข้อมูลจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ประกอบการพิจารณาอนุญาตผลิตภัณฑ์ และ (5) การส่งเสริมการใช้โดรนสำหรับการพ่นสารกำจัดศัตรูพืชในบางกรณี

6.3 ผู้บรรยายได้ตั้งข้อสังเกตว่าข้อเสนอหลายประเด็นยังไม่ได้ผ่านการประเมินผลกระทบอย่างครบถ้วน และกระบวนการพิจารณาเป็นไปอย่างเร่งรัด ทั้งในคณะกรรมาธิการยุโรป คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป และรัฐสภายุโรป โดยรัฐสภายุโรปยังมีข้อเสนอให้ผ่อนคลายกฎหมายมากกว่าข้อเสนอเดิมของคณะกรรมาธิการยุโรปในบางประเด็น

6.4 ผู้บรรยายยังได้ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันมีนักวิทยาศาสตร์และองค์กรภาคประชาสังคมจำนวนมากร่วมแสดงความกังวลต่อข้อเสนอดังกล่าว โดยมีบทความวิชาการและข้อคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหลายฉบับเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปจัดทำการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนดำเนินการแก้ไขกฎหมาย

7. การทบทวนกฎระเบียบด้านการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของรถยนต์:

7.1 นาย Bastien Rebell จากองค์กร Transport & Environment (T&E) นำเสนอความคืบหน้าของการทบทวนกฎระเบียบว่าด้วยมาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของรถยนต์และรถตู้ใหม่ ซึ่งแม้จะไม่อยู่ภายใต้ Omnibus Package โดยตรง แต่ผู้บรรยายเห็นว่าเป็นตัวอย่างของแนวโน้มการผ่อนคลายกฎระเบียบ (Deregulation)  ที่เกิดขึ้นในหลายภาคส่วนของสหภาพยุโรป

7.2 ผู้บรรยายระบุว่า คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอให้ผ่อนคลายเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผู้ผลิตรถยนต์บางประการ โดยอ้างเหตุผลด้านความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อเสนอจากผู้ผลิตรถยนต์ กลุ่มการเมืองบางส่วน และประเทศสมาชิก เช่น เยอรมนีและอิตาลีที่ต้องการผ่อนคลายกฎหมายเพิ่มเติม โดยเฉพาะการลดความเข้มงวดของเป้าหมายและเพิ่มบทบาทของเชื้อเพลิงทางเลือกและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด

7.3 ผู้บรรยายได้แสดงความเห็นว่า การผ่อนคลายกฎหมายมากเกินไปอาจทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าของสหภาพยุโรปล่าช้า ลดแรงจูงใจในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ และเพิ่มการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง โดยองค์กร T&E ประเมินว่า การคงเป้าหมายเดิมอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการนำเข้าน้ำมันของสหภาพยุโรปได้กว่า 74 พันล้านยูโร รวมทั้งช่วยเร่งการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น

8. การอภิปรายและตอบข้อซักถาม: ในช่วงการอภิปราย ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มการดำเนินนโยบาย Simplification Agenda และผลกระทบของ Omnibus Packages ในมิติต่าง ๆ โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

8.1 ความจำเป็นของการประเมินผลกระทบ (Impact Assessment): ผู้ร่วมอภิปรายส่วนใหญ่เห็นว่า แม้การประเมินผลกระทบจะมีข้อจำกัดและอาจถูกใช้สนับสนุนข้อเสนอเชิงนโยบายของคณะกรรมาธิการยุโรป แต่การยกเว้นการจัดทำการประเมินผลกระทบโดยสิ้นเชิง จะทำให้ผู้กำหนดนโยบายและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขาดข้อมูลเชิงประจักษ์ในการประเมินผลดี ผลเสีย และผลกระทบระยะยาวของข้อเสนอ จึงควรดำเนินการตามหลักเกณฑ์การออกกฎหมายที่โปร่งใสและเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างเหมาะสม

8.2 ความแตกต่างระหว่าง “Simplification” และ “Deregulation”: ผู้แทนจาก RAC France ชี้แจงว่าภาคประชาสังคมมิได้คัดค้านการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพหรืออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติ แต่เห็นว่าข้อเสนอหลายฉบับภายใต้ Omnibus Packages เป็นการลดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมากกว่าการลดภาระด้านเอกสารหรือขั้นตอนทางปกครอง จึงควรแยกความหมายของ”การทำให้กฎระเบียบง่ายขึ้น” ออกจาก”การผ่อนคลายมาตรฐาน”อย่างชัดเจน

8.3 แนวโน้มการดำเนินนโยบายในระยะต่อไป: ผู้ดำเนินรายการเห็นว่า แนวโน้มการทบทวนกฎหมายของสหภาพยุโรปจะไม่ได้จำกัดเฉพาะ Omnibus Packages ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในปัจจุบัน แต่มีแนวโน้มขยายไปสู่กฎหมายอีกหลายสาขา โดยเฉพาะกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม การเกษตร สวัสดิภาพสัตว์ และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ European Green Deal ภายใต้แนวคิดการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจยุโรป ทั้งนี้ ผู้บรรยายหลายรายยังเห็นว่า การผลักดันมาตรการดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของบริบททางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปเมื่อปี 2567 ซึ่งส่งผลต่อทิศทางการกำหนดนโยบายของสหภาพยุโรปในระยะปัจจุบัน