เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Delegated Regulation (EU) 2026/1052 เพื่อ (1) ปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นม (ที่ใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์คอมโพสิต) โดยกำหนดให้ผลิตภัณฑ์คอมโพสิตบางประเภทที่สามารถเก็บรักษาได้ที่อุณหภูมิห้อง (certain shelf-stable composite products) สามารถใช้ผลิตภัณฑ์นมที่ผ่านกระบวนการ risk-mitigating treatment ตาม Annex XXVII ของกฎระเบียบดังกล่าวเป็นวัตถุดิบได้ หากผลิตภัณฑ์นมนั้นมีแหล่งกำเนิดจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ประเทศที่สามที่อยู่ใน Annex XVII หรือประเทศที่สามที่อยู่ใน Annex XVIII ของ Commission Implementing Regulation (EU) 2021/404 ทั้งนี้ ประเทศผู้ผลิตผลิตภัณฑ์คอมโพสิตจะต้องได้รับการขึ้นบัญชีรายชื่อสำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์นมเข้าสู่สหภาพยุโรปด้วย การแก้ไขดังกล่าวเป็นการปรับปรุงข้อกำหนดเดิม ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปเคยตีความตาม Article 121 ประกอบกับ Article 163 ของ Commission Delegated Regulation (EU) 2020/692 ว่า ผลิตภัณฑ์นมที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์คอมโพสิตต้องผ่านกระบวนการ risk-mitigating treatment ในประเทศผู้ผลิตผลิตภัณฑ์คอมโพสิต (เช่น ประเทศไทย) ก่อนจึงจะสามารถส่งออกไปยังสหภาพยุโรปได้ โดยข้อกำหนดใหม่เปิดโอกาสให้สามารถใช้ผลิตภัณฑ์นมที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวแล้วในสหภาพยุโรป หรือประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรปเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์คอมโพสิตได้ และ (2) ปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ไข่ (ที่ใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์คอมโพสิต) โดยกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ไข่ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์คอมโพสิตต้องผ่านกระบวนการ risk-mitigating treatment ตามที่กำหนดไว้ใน Annex XXVIII เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดนกความรุนแรงสูง (Highly Pathogenic Avian Influenza: HPAI) และโรคนิวคาสเซิล (Newcastle disease) นอกจากนี้ หากประเทศผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ไข่แตกต่างจากประเทศผู้ผลิตผลิตภัณฑ์คอมโพสิต ประเทศผู้ผลิตทั้งสองจะต้องได้รับการขึ้นบัญชีรายชื่อสำหรับการนำเข้าผลิตภัณฑ์ไข่เข้าสู่สหภาพยุโรปตามที่กฎหมายกำหนด
ผลต่อประเทศไทย ในส่วนของผลิตภัณฑ์นม การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้มีความสำคัญต่อประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยได้รับการขึ้นบัญชีอยู่ใน Annex XVIII ของ Commission Implementing Regulation (EU) 2021/404 ดังนั้น ภายใต้ข้อกำหนดใหม่ ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ผลิตภัณฑ์นมที่ผ่านกระบวนการ risk-mitigating treatment แล้วในสหภาพยุโรป หรือประเทศที่สามที่อยู่ใน Annex XVII หรือ Annex XVIII เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์คอมโพสิตบางประเภทเพื่อส่งออกไปยังสหภาพยุโรปได้ โดยไม่จำเป็นต้องดำเนินการบำบัดผลิตภัณฑ์นม (risk-mitigating treatment) ดังกล่าวในประเทศไทยอีกต่อไปตามข้อกำหนดเดิม ในส่วนของผลิตภัณฑ์ไข่ ประเทศไทยได้รับการขึ้นบัญชีรายชื่อสำหรับการส่งออกไข่คลาส B และผลิตภัณฑ์ไข่ไปยังสหภาพยุโรปแล้ว ภายใต้ Commission Implementing Regulation (EU) 2021/405 ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ไข่เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์คอมโพสิตเพื่อส่งออกไปยังสหภาพยุโรปได้ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ไข่ดังกล่าวจะต้องมาจากสถานประกอบการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์และปรากฏรายชื่อในระบบ TRACES ของสหภาพยุโรป การแก้ไขดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ผลิตภัณฑ์นมที่ผ่านกระบวนการ risk-mitigating treatment แล้วในสหภาพยุโรป หรือประเทศที่อยู่ใน Annex XVII และ Annex XVIII เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์คอมโพสิตเพื่อส่งออกไปยังสหภาพยุโรปได้ ซึ่งแตกต่างจากข้อกำหนดเดิมที่คณะกรรมาธิการยุโรปตีความว่าผลิตภัณฑ์นมดังกล่าวต้องผ่านกระบวนการ risk-mitigating treatment ในประเทศไทยก่อน ทั้งนี้ ประเทศไทยยังไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ในทางปฏิบัติตามฉบับเดิม เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีสถานประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์นม (Milk Processing Plant) ที่ได้รับการขึ้นบัญชีรายชื่อสำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์นมเข้าสู่สหภาพยุโรป ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จึงช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาวัตถุดิบนม ลดข้อจำกัดในทางปฏิบัติ และเอื้อต่อการส่งออกผลิตภัณฑ์คอมโพสิตของประเทศไทยไปยังตลาดสหภาพยุโรปในระยะต่อไป


