free page hit counter

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Office of Agricultural Affairs | Royal Thai Embassy, Brussels
Home Blog

สปษ.สหภาพยุโรป ร่วมประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรไทยในงาน Amazing Thailand Fest 2026 ณ ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์

0

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำสหภาพยุโรป (สปษ. สหภาพยุโรป) เข้าร่วมงาน Amazing Thailand Fest 2026 ภายใต้แนวคิด The Wholesome Taste of Thai ณ ห้างสรรพสินค้า de Bijenkorf กรุงอัมสเตอร์ดัม ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 5–7 มิถุนายน 2569 เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของไทยสู่ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวชาวยุโรป

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยผ่านอาหาร วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว โดยมีทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน และทรงร่วมสาธิตการปรุงอาหารไทย ได้แก่ เมนูยำส้มโอและลาบหมู ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของอาหารไทยและการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรที่มีคุณภาพ

ในการนี้ สปษ .สหภาพยุโรป ได้ร่วมจัดบูธเผยแพร่ข้อมูลด้านการเกษตรไทย พร้อมประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยคุณภาพ อาทิ มะม่วงมหาชนก แก้วมังกร และส้มโอ รวมทั้งนำเสนอผลิตภัณฑ์แปรรูปและนวัตกรรมจากสินค้าเกษตรไทย เช่น ข้าวแต๋นรสต้มยำ และเครื่องดื่ม Tom Yum Mocktail เพื่อแสดงศักยภาพและความหลากหลายของสินค้าเกษตรและอาหารไทย ตลอดจนสนับสนุนวัตถุดิบสำหรับการสาธิตเมนูยำส้มโอ เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับคุณภาพ มาตรฐาน และศักยภาพของสินค้าเกษตรไทยในตลาดสหภาพยุโรป รวมทั้งส่งเสริมการต่อยอดมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตรไทยผ่านอุตสาหกรรมอาหารและการท่องเที่ยวเชิงอาหาร

การเข้าร่วมงานครั้งนี้นับเป็นอีกโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรไทย สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในต่างประเทศ และสนับสนุนการขยายโอกาสทางการค้าของสินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดยุโรปอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลการขออนุญาตนำเข้าสัตว์เลี้ยง(สุนัขและแมว) ทางด่านกักสัตว์สุวรรณภูมิ / IMPORTATION OF DOG AND CAT

0

ขั้นตอนที่1 เอกสารสำหรับการขอ Import permit

– สำเนา passport ของผู้เดินทาง หรือผู้ที่ทำการนำเข้าสัตว์เลี้ยง

– ที่อยู่ประเทศต้นทาง และที่อยู่ที่ประเทศไทย

– รายละเอียดของสัตว์เลี้ยง (เช่น พันธุ์, เพศ, อายุ, สี, microchip เป็นต้น)

– ฝังไมโครชิพ

– สุนัขและแมวต้องมีอายุ 4 เดือนขึ้นไป

– เอกสารการฉีดวัคซีน (rabies vaccination, DHP/L etc.) เข็มแรกไม่น้อยกว่า 21 วันก่อนเดินทาง

– รูปภาพของสัตว์เลี้ยง

– รายละเอียดการเดินทาง (วัน, เวลา, flight ที่จะถึงประเทศไทย)

– ชื่อสนามบินที่ใช้ในการส่งออกสัตว์เลี้ยง

– แนบเอกสาร ร.1/1

– ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่าน (ถ้ามี)

ขั้นตอนที่2 ในวันนำเข้า ยื่นเอกสารเพื่อขอใบอนุญาตฯ (แบบ ร.6, ร.7)

– สำเนา Import Permit

– เอกสาร Health Certificate ต้นฉบับ (รับรองตามเงื่อนไขใน Import Permit และ Requirement)

– สำเนา Air Way Bill

– สำเนา Invoice (ถ้ามี)

– Draft ใบขนสินค้าขาเข้าศุลกากร

ตัวอย่างเอกสารการนำเข้าสุนัขและแมว

เอกสารต่างๆ


 List of required documents for the Importation of pet dog and cat

1. To get a transit permit, all required documents must be submitted for review at least seven days before a permit will be issued.

– A copy of identification card of an importer.

– Address in your country and address in Thailand.

– Detail of your animal (such as type of breed, sex age, microchip etc.

– Your pet have over 4 months.

– Microchip

– History of vaccination (A copy of vaccination record : rabies and DHP/L vaccination) more than 21 days prior travelling.

– Picture of your animal.

– Approximate date of arrival to Thailand.

– Name of port of exit from your country.

– Form1/1

– Username and password (If you have it)

2. To get a transit license R6 and R7, the following documents are required on the day of animal arrival in Thailand.

– A photocopy of the import permit

– Original plus photocopy of the health certificate from the country or origin

– Photocopy of the airway bill

– Photocopy of the invoice

– A photocopy of the customs declaration form

Example Document (Health Certificate)

DOCUMENTS

ที่มาข้อมูล : ด่านกักกันสัตว์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, กรมปศุสัตว์

Source : Suvarnabhumi Airport Animal Quarantine, Department of Livestock

สหภาพยุโรปออกมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงสูง

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Decision (EU) 2026/2056 ว่าด้วย การปรับแก้ภาคผนวก Implementing Decision (EU) 2023/2447 เกี่ยวกับมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงสูงในประเทศสมาชิกบางประเทศ ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้

วัตถุประสงค์: เพื่อกำหนดเขตป้องกัน (protection zones) เขตเฝ้าระวัง (surveillance zones) และเขตควบคุม (restricted zones)  ให้มีความเป็นปัจจุบัน สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงสูง (Highly Pathogenic Avian Influenza: HPAI) ในเดือนกันยายน 2569 ที่เพิ่มขึ้นในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป จำนวน 2 ประเทศ ได้แก่ เขต Plovdiv ประเทศบัลแกเรีย และเขต Maine-et-Loire ประเทศฝรั่งเศส โดยคำนึงถึงข้อกำหนดสุขภาพสัตว์บก (Terrestrial Animal Health Code) ขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health: WOAH) รายละเอียดปรากฏในภาคผนวก Commission Implementing Decision (EU) 2026/2056

กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 10 กันยายน 2569) เป็นต้นไป ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

สหภาพยุโรปออกมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคฝีดาษในแกะและแพะ (sheep pox and goat pox) ในประเทศบัลแกเรีย

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Decision (EU) 2026/2052 ว่าด้วย การกำหนดมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคฝีดาษในแกะและแพะ (sheep pox and goat pox) ในประเทศบัลแกเรีย ใน Official Journal of the European Union ชุด L สรุปสาระสำคัญ ดังนี้  

  1. วัตถุประสงค์: จากการระบาดของโรคฝีดาษในแกะและแพะในประเทศบัลแกเรีย เมื่อวันที่ 20 – 31 สิงหาคม 2569 จำนวน 5 เขต ได้แก่ เขต Blagoevgrad เขต Haskovo เขต Kardzhali เขต Stara Zagora และเขต Yambol คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นควรกำหนดเขตป้องกัน (protection zones) เขตเฝ้าระวัง (surveillance zones) และเขตควบคุม (restricted zones) ให้มีความเป็นปัจจุบัน สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรคฝีดาษในแกะและแพะที่เพิ่มขึ้นประเทศบัลแกเรีย โดยคำนึงถึงข้อกำหนดสุขภาพสัตว์บก (Terrestrial Animal Health Code) ขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health: WOAH)
  2. ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง: กำหนดขตป้องกัน (protection zones)  เขตเฝ้าระวัง (surveillance zones) และเขตควบคุม (restricted zones) ในพื้นที่ระบาดไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 เป็นอย่างช้า ตามปรากฏในภาคผนวกของ Commission Implementing Decision (EU) 2026/2052  
  3. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 10 กันยายน 2569) รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code                 

สหภาพยุโรปอัพเดทแนวทางปฏิบัติ (Guidelines) เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

0

    คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Notice C/2026/4813  ว่าด้วย การอัพเดทแนวทางปฏิบัติ (Guidelines) เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-Use Plastics: SUP) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยสอดคล้องตาม Directive (EU)  2019/904  ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • วัตถุประสงค์: เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตีความในการปรับใช้ Directive (EU) 2019/904 เพื่อลดผลกระทบของผลิตภัณฑ์พลาสติกบางประเภทต่อสิ่งแวดล้อม
  • ผลิตภัณฑ์พลาสติกใช้ครั้งเดียวที่อยู่ภายใต้ Single-Use Plastics Directive:  อาทิ ลูกโป่งและก้านลูกโป่ง ภาชนะเครื่องดื่มไม่เกิน 3 ลิตร ขวดเครื่องดื่มไม่เกิน 3 ลิตร แก้วสำหรับเครื่องดื่ม ช้อน ส้อม มีด ตะเกียบ กล่อง/ภาชนะบรรจุอาหาร ถุงพลาสติกหูหิ้วน้ำหนักเบา ซองและวัสดุห่ออาหาร (packets and wrappers) จาน หลอด ก้านคนเครื่องดื่ม ไม้แคะหู (cotton bud sticks) ผ้าเปียก (wet wipes) ผ้าอนามัย/ผ้าอนามัยแบบสอด ผลิตภัณฑ์ยาสูบที่มีไส้กรอง รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำจาก oxo-degradable plastic โดยมีข้อยกเว้นสำหรับโพลิเมอร์ธรรมชาติ (natural polymers) ที่ไม่ได้ถูกดัดแปลงทางเคมี กระดาษหรือกระดาษแข็งที่ไม่มี plastic coating/lining หากไม่มีชั้นหรือสารเคลือบพลาสติก จะไม่ถือว่าเป็น single-use plastic product
  •  ขอบเขตของ “Single-use”:  ผลิตภัณฑ์จะถือเป็น single-use เมื่อไม่ได้ถูกออกแบบ ผลิต หรือวางตลาดเพื่อให้สามารถนำกลับไปใช้ซ้ำในวัตถุประสงค์เดิม ในทางกลับกัน การพิจารณาว่า ผลิตภัณฑ์เป็น reusable จะพิจารณาจากอายุการใช้งาน การออกแบบ ความสามารถในการชำระล้าง ความสามารถในการซ่อมแซม ความสามารถใช้ซ้ำได้จริงหรือมีระบบ reuse/refill ที่ใช้งานได้จริง
  • การกำหนดเกณฑ์เฉพาะของกลุ่มผลิตภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับอาหาร อาทิ  

   1. กลุ่มกล่อง/ภาชนะบรรจุอาหาร (food containers) อาทิกล่องพลาสติกใส่อาหารร้อน กล่องพลาสติกใส่อาหารเย็น กล่องกระดาษที่มี plastic lining กล่องใส่ของหวาน หรือกล่องใส่ผัก/ผลไม้พร้อมรับประทาน

   2. กลุ่มซอง/สิ่งห่ออาหาร (packets and wrappers) อาทิซองคุ้กกี้ ซองถั่ว ซองซ๊อส หรือซองขนมเค้ก  

   3. กลุ่มช้อนส้อม/จาน/หลอดดูด/ไม้คนเครื่องดื่ม (Cutlery/Plates/Straws/Stirrers) แม้ผลิตภัณฑ์จะทำจากวัสดุอื่นเป็นหลักที่ไม่ใช่พลาสติก แต่หากมี plastic lining หรือ coating ก็สามารถเข้าข่ายว่าเป็น single-use ได้ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบให้ใช้ซ้ำ เช่น ceramic/metal หรือ durable plastic ที่ออกแบบมาเพื่อใช้หลายครั้ง จะไม่ถือเป็น single-use

   4. กลุ่มภาชนะ/ขวดสำหรับเครื่องดื่ม (Beverage containers และ Beverage bottles): คือภาชนะสำหรับเครื่องดื่มที่มีความจุไม่เกิน 3 ลิตร สำหรับภาชนะสำหรับเครื่องดื่มที่มีความจุเกินกว่า 3 ลิตรจะไม่อยู่ภายใต้ขอบเขต Directive Single-Use Plastics

   5. ฝา จุก ฝาครอบ และฝาพลาสติก: อาทิplastic caps บนขวดพลาสติก หรือบน beverage pouches อย่างไรก็ดี aluminium cap ที่มี plastic seal จะไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดนี้ เนื่องจากตัวฝาไม่ได้ถือว่าทำจากพลาสติก

6. ถุงพลาสติกที่มีน้ำหนักเบา (Lightweight plastic carrier bags): คือถุงพลาสติกที่มีความหนาของผนังต่ำกว่า 50 ไมครอน (microns) และถุงพลาสติกที่มีน้ำหนักเบามาก (very lightweight plastic bag) คือ ถุงพลาสติกที่มีความหนาของผนังต่ำกว่า 15 microns และใช้งานด้วยเหตุผลด้านสุขอนามัย หรือเป็น primary packaging สำหรับอาหารที่ขายแบบไม่บรรจุหีบห่อ เพื่อช่วยลด food waste

  • นอกจากนี้ Guidelines ดังกล่าวได้มีการจัดทำตารางเปรียบเทียบแสดงตัวอย่างการประยุกต์ใช้เกณฑ์ในการตีความนิยามของภาชนะบรรจุอาหารพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งประเภทต่างๆ รวมถึงตัวอย่างประกอบเพื่อแยกแยะความแตกต่างระหว่างภาชนะบรรจุอาหารและภาชนะบรรจุเครื่องดื่ม
  • Commission Notice ดังกล่าวประกาศใน EU Official Journal เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ทั้งนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสืบค้นได้จาก QR code

 

สหภาพยุโรปต่อการอนุญาตสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช

0

1.Commission Implementing Regulation (EU) 2026/1968 ว่าด้วย การต่ออนุญาตให้ใช้ก๊าซฟอสฟีน (Phosphine) เป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้

    1) คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบต่อการอนุญาตให้ใช้ก๊าซฟอสฟีน (Phosphine) เป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์อารักพืช ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2584 โดยกำหนดให้การใช้สารดังกล่าวต้องดำเนินการเฉพาะภายในห้องหรือห้องรมที่มีสภาพปิดสนิทและป้องกันการรั่วไหลของก๊าซ (gas-tight) โดยต้องมีการทดสอบเพื่อยืนยันว่าห้องหรือห้องรมดังกล่าวมีความแน่นหนาเพียงพอ และการรมควัน (fumigation) จะเริ่มโดยการจ่ายก๊าซฟอสฟีนเข้าสู่ห้องจากภายนอก

    2) กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 8 กันยายน 2569) และให้ปรับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวสามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

2. Commission Implementing Regulation (EU) 2026/1976 ว่าด้วย การต่ออนุญาตให้ใช้ไพราโคลสโตรบิน (Pyraclostrobin) เป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้

    1) คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบต่อการอนุญาตให้ใช้ไพราโคลสโตรบิน (Pyraclostrobin) เป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์อารักพืช ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2584

    2) กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 3 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 9 กันยายน 2569) และให้ปรับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวสามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

สปษ. สหภาพยุโรป ร่วมส่งเสริมสินค้าเกษตรไทยในงาน Thai Festival 2026 ณ กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์

0

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำสหภาพยุโรป (สปษ. สหภาพยุโรป) โดย นายสงขลา จุลกะเศียน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) และ นางสาวสรวงสุดา อรุณนพรัตน์ ที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) เข้าร่วมงาน Thai Festival 2026 ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ ร่วมกับหน่วยงานทีมประเทศไทย ณ Targ Śniadaniowy – Mokotów กรุงวอร์ซอ สาธารณรัฐโปแลนด์ โดยงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ประเทศไทยในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว วัฒนธรรม อาหาร และสินค้าไทย ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในหมู่ประชาชนชาวโปแลนด์

ในโอกาสนี้ สปษ. สหภาพยุโรป ได้ร่วมจัดบูธประชาสัมพันธ์และส่งเสริมสินค้าเกษตรและอาหารไทย โดยนำผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสินค้าเกษตรไทย ได้แก่ ข้าวแต๋นรสต้มยำและมะม่วงอบแห้ง มาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และให้ผู้เข้าร่วมงานทดลองชิม เพื่อสร้างการรับรู้และเปิดประสบการณ์แก่ผู้บริโภคชาวโปแลนด์เกี่ยวกับรสชาติ คุณภาพ และความหลากหลายของสินค้าเกษตรแปรรูปของไทย โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับความสนใจและการตอบรับที่ดีจากผู้เข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่อง

การเข้าร่วมงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานของ สปษ. สหภาพยุโรป ในการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดยุโรป ตลอดจนสร้างการรับรู้และความคุ้นเคยต่อผลิตภัณฑ์ไทยในหมู่ผู้บริโภคต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรไทย และต่อยอดโอกาสทางการตลาดสำหรับสินค้าเกษตรมูลค่าสูงและผลิตภัณฑ์แปรรูปของไทยในสาธารณรัฐโปแลนด์ รวมถึงตลาดสหภาพยุโรปในภาพรวม

สหภาพยุโรปออกมาตรการฉุกเฉินชั่วคราวในกรณีการระบาดของโรคอหิวาห์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) ในประเทศอิตาลี

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Decision (EU) 2026/1973 ว่าด้วย การกำหนดมาตรการควบคุมชั่วคราวในกรณีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) ในประเทศอิตาลี ใน Official Journal of the European Union ชุด L  โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • วัตถุประสงค์: เพื่อกำหนดเขตควบคุม (restricted  zones) ให้มีความเป็นปัจจุบัน สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในสุกรป่า (wild porcine animals) เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ในเขต Lazio ประเทศอิตาลี โดยคำนึงถึงข้อกำหนดสุขภาพสัตว์บก (Terrestrial Animal Health Code) ขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health: WOAH)
  • ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง: คณะกรรมาธิการยุโรปจึงเห็นควรกำหนดให้เขตดังกล่าวเป็นเขตติดเชื้อและอยู่ในพื้นที่เขตควบคุม II (restricted  zones II) ซึ่งหมายถึงเป็นเขตพื้นที่ของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในสุกรป่าที่มีการกำหนดขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่ชัดเจนและอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมโรคพิเศษไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569
  • กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 1 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 2 กันยายน 2569) รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

 

———–

คำจำกัดความ “เขตควบคุมโซน” ภายใต้ Regulation (EU) 2023/594:

*เขตควบคุม I (restricted zones I): หมายถึง พื้นที่ของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่ระบุไว้ในภาคผนวก I ส่วนที่ 1 ที่มีการกำหนดขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่ชัดเจน โดยอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมโรคพิเศษและอยู่ติดกับเขตควบคุม II หรือ III

**เขตควบคุม II (restricted zones II): หมายถึง พื้นที่ของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่ระบุไว้ในภาคผนวก I ส่วนที่ 2 ที่มีการระบาดของโรค   อหิวาต์แอฟริกาในสุกรในสุกรป่า ที่มีการกำหนดขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่ชัดเจน โดยอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมโรคพิเศษ

***เขตควบคุม III (restricted zones III): หมายถึง พื้นที่ของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่ระบุไว้ในภาคผนวก I ส่วนที่ 3 ที่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในสุกรที่เลี้ยงไว้ ที่มีการกำหนดขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่ชัดเจน โดยอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมโรคพิเศษ

สหภาพยุโรปปรับแก้ข้อกำหนดสำหรับการนำเข้าสินค้าอาหารที่มีส่วนประกอบจากผลิตภัณฑ์นมและผลิตภัณฑ์ประมง

0

     คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศ Commission Delegated Regulation (EU) 2026/1304 ว่าด้วย การปรับแก้ Delegated Regulation (EU) 2022/2292 เกี่ยวกับข้อกำหนดสำหรับการนำเข้าผลิตภัณฑ์นม และผลิตภัณฑ์ประมงบางประเภท รวมถึงหอยสองฝา สัตว์น้ำจำพวกเอไคโนเดิร์ม ทูนิเคต และหอยทะเลฝาเดียว ใน EU Official Journal L 325/62 โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1.วัตถุประสงค์: เพื่อปรับแก้ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอาหารที่มีส่วนประกอบจากผลิตภัณฑ์นมและผลิตภัณฑ์ประมง ให้เป็นหลักเกณฑ์เดียวกันกับสินค้าจากสัตว์ (Products of Animal Origin: POAO)  ประเภทอื่นๆ โดยประเทศผู้ผลิตต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่ EU อนุญาตสำหรับสินค้าประเภทนั้นๆ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับข้อกำหนดตาม Regulation (EC) No 853/2004 และ Delegated Regulation (EU) 2022/2292

 2. การปรับแก้ Delegated Regulation (EU) 2022/2292 ที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้:

        2.1 มาตรา 3 (b)(ii) เพิ่มรหัส CN/HS ของสินค้าบางประเภทที่เดิมไม่ได้ระบุไว้ ซึ่งต้องมาจากสถานประกอบการของประเทศที่สามที่ปรากฎอยู่ในบัญชีรายชื่อภายใต้ Implementing Regulation (EU) 2021/405 ได้แก่ อาหารปรุงแต่ง/ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีผลิตภัณฑ์นมและผลิตภัณฑ์ประมงเป็นส่วนประกอบ (food preparations based on dairy products and fishery products) โดยปรับใหม่เป็น Harmonised System headings (“HS headings”) 0901, 1301, 1702, 1806, 1901, 2103, 2105, 2106, 2301, 3001, 3002, 3203, 3204, 3302, 3501, 3502, 3503, 3504, 3507, 3823, 3824, 3913, 3926, 4101, 4102, 4103 or 9602, และ CN codes 2202 99 และ 3917 10 10

      2.2 มาตรา 5(1) ระบุรายชื่อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมการตกค้างของยาออกฤทธิ์ สารตกค้าง และสารปนเปื้อน โดยกำหนดให้เพิ่มรหัส CN/HS ของผลิตภัณฑ์นมและผลิตภัณฑ์ประมงเพิ่มเติม (1901 และ 2103)  รวมถึงอนุโลมให้ละเว้นข้อกำหนดดังกล่าวกับสินค้าประมงที่จับได้จากธรรมชาติ (fishery products from wild catch) หอยสองฝา (bivalve molluscs) เอไคโนเดิร์ม (echinoderms) ทูนิเคต (tunicates) และหอยทะเลฝาเดียว (marine gastropods) ครอบคลุมทั้งลักษณะที่มีชีวิต (live) แช่เย็น (chilled) แช่แข็ง (frozen) และแปรรูป (processed) อย่างไรก็ดี สัตว์น้ำที่เพาะเลี้ยง ณ สถานที่บนบก (on-land premises) ไม่ให้ได้รับการยกเว้น

        2.3 มาตรา 13(1)(a)(ii) กำหนดว่า สินค้าจากสัตว์ที่อยู่ภายใต้ Annex III Regulation (EC) No 853/2004 สามารถนำเข้าไปยังสหภาพยุโรปได้ ก็ต่อเมื่อได้ถูกผลิตหรือได้รับการเตรียมจากสถานประกอบการที่ได้รับอนุญาต และสถานประกอบการนั้นอยู่ในบัญชีรายชื่อ EU approved establishment list ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสุขอนามัยสำหรับผลิตภัณฑ์นมและผลิตภัณฑ์ประมง จึงให้เพิ่มรหัส CN/HS ของอาหารที่มีส่วนประกอบจากผลิตภัณฑ์นมและผลิตภัณฑ์ประมง ซึ่งยังไม่ได้มีการระบุไว้ก่อนหน้านี้ โดยกำหนดรายการดังกล่าว ดังนี้ HS subheadings under headings 1702, 1806, 1901, 2103, 2105, 2106, 2301, 2932, 3001, 3002, 3501, 3502, 3503, 3504, 4101, 4102 or 4103, และ CN codes 2202 99 และ 3917 10 10                                                                                                     

        2.4 มาตรา 18 ข้อกำหนดพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ประมง กำหนดให้ผลิตภัณฑ์ประมง (fishery products) ที่มีรหัส CN อยู่ภายใต้หมวด 0301, 0302, 0303, 0304, 0305, 0306, 0307, 0308, 0309, 1504, 1516, 1517, 1603, 1604, 1605, 2103 หรือ 2106 ตาม Part Two Annex I Regulation (EEC) No 2658/87 จะสามารถนำเข้าเพื่อวางจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรปได้ (placing on the market) ก็ต่อเมื่อสินค้านั้นได้ผลิตหรือเตรียมในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการผลิต ณ สถานประกอบการบนบก (on-land establishment) หรือโรงงานแปรรูปบนเรือ (factory vessel) หรือเรือแช่แข็ง (freezer vessel) หรือจัดเก็บในห้องเย็น (cold-store) หรือเรือห้องเย็น/เรือขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (reefer vessel) โดยสถานประกอบการหรือสถานที่หรือเรือดังกล่าวต้องปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อที่จัดทำขึ้นและได้รับการปรับปรุงตามมาตรา 127(3)(e) Regulation (EU) 2017/625 และเผยแพร่โดยคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission)

        2.5 มาตรา 21(1) (b)(ii)  เพิ่มรหัส CN/HS ของสินค้าบางประเภทที่เดิมไม่ได้ระบุไว้ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์นมและ/หรือผลิตภัณฑ์ประมง (อาทิ 1806, 1901, 2103, 3302, 220299 และ 39171010) ที่ต้องมีหนังสือรับรองอย่างเป็นทางการ (Official certificates) ประกอบการนำเข้า โดยปรับรายการใหม่ ดังต่อไปนี้ HS headings 0901, 1702, 1806, 1901, 2103, 2105, 2106, 2301, 3001, 3002, 3302, 3501, 3502, 3503, 3504, 3507, 3913, 3926, 4101, 4102, 4103 or 9602, and CN codes 2202 99 และ 3917 10 10

    3. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2569) รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก QR code

 

สหภาพยุโรปกำหนดเกณฑ์สวัสดิภาพของสุนัขและแมว (welfare of dogs and cats)

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Regulation (EU) 2026/1818 ว่าด้วย การกำหนดเกณฑ์สวัสดิภาพของสุนัขและแมวและการตรวจสอบย้อนกลับ  ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. วัตถุประสงค์: เพื่อกำหนดเกณฑ์ (ก) สวัสดิภาพของสุนัขและแมวที่เพาะพันธุ์หรือเลี้ยงไว้ในสถานประกอบการหรือวางจำหน่ายในสหภาพยุโรป และ (ข) การตรวจสอบย้อนกลับของสุนัขและแมว โดยบังคับใช้กับการเพาะพันธุ์ การเลี้ยง การติดตาม การวางจำหน่าย และการนำเข้าสู่สหภาพยุโรปของสุนัขและแมว โดยละเว้นไม่ปรับใช้กับการเพาะพันธุ์ การเลี้ยง การวางจำหน่าย หรือการนำเข้าสู่สหภาพยุโรปของสุนัขหรือแมวที่มีวัตถุประสงค์ทางวิทยาศาสตร์ หรือเพื่อการทดลองทางคลินิกในกรณีขออนุญาตจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสัตว์
  2. ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง: ข้อกำหนดสำหรับผู้ประกอบการสถานประกอบการ (operators of establishments) อาทิ 

        –   หลักการสวัสดิภาพทั่วไป (General welfare principles) ผู้ประกอบการต้องดูแลสุนัขและแมวให้ได้รับอาหารและน้ำที่เพียงพอ มีสถานที่เลี้ยงที่เหมาะสมและปลอดภัย มีสุขภาพดี สามารถแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับมนุษย์ มีสุขภาพทางกายและจิตใจที่ดี และคำนึงถึงความต้องการของสัตว์แต่ละตัวเป็นสำคัญ

         – ข้อกำหนดสวัสดิภาพทั่วไป (General welfare obligations) ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบต่อสัตว์ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในการดูแล ไม่ทอดทิ้ง แม้จะนำสัตว์ไปอยู่ ณ บ้านอุปถัมภ์ (Foster home) หรือในกรณียุติกิจการต้องจัดให้สัตว์ได้รับบ้านใหม่ (rehoming) รวมถึงต้องติดตามและประเมินสวัสดิภาพสัตว์ โดยใช้ตัวชี้วัดจากตัวสัตว์ (animal-based indicators) อาทิพฤติกรรม และลักษณะทางกายภาพ   โดยต้องป้องกันการถูกทารุณกรรม จัดให้มีผู้ดูแลที่เพียงพอและมีความสามารถ รวมทั้งต้องติดตามสวัสดิภาพจากสภาพร่างกายและพฤติกรรมของสัตว์ และดำเนินการแก้ไขเมื่อพบปัญหา ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะออกกฎหมายลำดับรอง (delegated acts) เพื่อกำหนดเกณฑ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ตัวชี้วัดด้านพฤติกรรมและลักษณะทางกายภาพของสัตว์ และวิธีการที่ผู้ประกอบการต้องใช้ในการตรวจวัดและประเมินตัวชี้วัดดังกล่าว

         – ข้อกำหนดเกี่ยวกับกลยุทธ์การเพาะพันธุ์ (Breeding strategy obligations) ผู้ประกอบการสถานประกอบการเพาะพันธุ์สุนัขและแมวต้องดำเนินการเพาะพันธุ์โดยคำนึงถึงสุขภาพและสวัสดิภาพของสัตว์และลูกสัตว์ที่จะเกิดขึ้น อาทิ ลดความเสี่ยงจากพันธุกรรม  (genotype) การห้ามเพาะพันธุ์สัตว์ที่มีลักษณะโครงสร้างร่างกายผิดปกติหรือลักษณะทางกายภาพที่เกินเกณฑ์ (excessive conformational traits) การห้ามเพาะพันธุ์ในกรณีพ่อแม่กับลูก พี่น้องร่วมพ่อแม่เดียวกัน พี่น้องร่วมพ่อหรือร่วมแม่ ปู่/ย่า/ตา/ยายกับหลาน ยกเว้นได้รับอนุญาตจากหน่วยงานผู้มีอำนาจเป็นกรณีเฉพาะเพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์ท้องถิ่นที่มีฐานพันธุกรรมจำกัด และการห้ามเพาะพันธุ์เพื่อสร้างลูกผสม (hybrids)

– ข้อกำหนดในการแจ้งและการจดทะเบียนสถานประกอบการ การขออนุมัติสำหรับสถานประกอบการเพาะพันธุ์บางประเภท ผู้ดูแลสัตว์ต้องมีความสามารถด้านสวัสดิภาพสัตว์ การเข้าเยี่ยมเพื่อให้คำแนะนำด้านสวัสดิภาพสัตว์ การให้อาหารและน้ำสัตว์ ที่อยู่อาศัยสัตว์ และการคำนึงถึงความต้องการด้านพฤติกรรมของสัตว์

         – ข้อกำหนดในการละเว้นการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด (Painful practices) อาทิ การห้ามตัดหรือดัดแปลงอวัยวะสัตว์ เช่น ตัดใบหู (ear cropping) ตัดหาง (tail docking) ตัดเล็บ/ตัดหรือเอานิ้วบางส่วนหรือทั้งหมดออก (claw removal/digit amputation) ตัดหรือผ่าตัดเส้นเสียง/สายเสียง (resection of vocal cords or folds) จะสามารถทำได้เมื่อมีความจำเป็นทางการแพทย์ เช่น เพื่อรักษาหรือป้องกันโรค การบาดเจ็บ หรือเพื่อปกป้องสุขภาพของสัตว์ และดำเนินการโดยสัตวแพทย์ภายใต้การวางยาสลบ (anaesthesia) และการให้ยาระงับปวดอย่างต่อเนื่อง (prolonged analgesia) เท่านั้น ห้ามวิธีการจับหรือจัดการที่ทำให้สัตว์เจ็บปวดหรือทรมาน อาทิ มัดหรือรัดอวัยวะของสัตว์ เว้นแต่จำเป็นทางการแพทย์และเป็นระยะเวลาสั้นที่สุด ห้ามเตะ ตี ลาก โยน หรือบีบ สุนัขหรือแมว ห้ามใช้กระแสไฟฟ้ากับสัตว์ เว้นแต่มีเหตุผลทางการแพทย์ ห้ามใช้ตะกร้อครอบปาก (muzzle) เว้นแต่จำเป็นเพื่อเหตุผลทางการแพทย์หรือความปลอดภัยของสัตว์/มนุษย์ และต้องใช้ในระยะเวลาสั้นที่สุด โดยมีผู้ดูแล ห้ามใช้ปลอกคอแบบหนาม (prong collar) ห้ามใช้ปลอกคอรัดคอ (choke collar) ที่ไม่มีตัวหยุดเพื่อป้องกันการรัดแน่นเกินไป ห้ามยกสุนัขหรือแมวโดยจับที่ขา ศีรษะ หู หาง ขน หรือหนัง

3. การระบุอัตลักษณ์และการลงทะเบียนสุนัขและแมว รวมถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับการโฆษณาและการวางจำหน่ายในตลาดออนไลน์ อาทิ

        – กำหนดให้สุนัขและแมวต้องสามารถระบุตัวตนเป็นรายตัวและขึ้นทะเบียนในฐานข้อมูลระดับชาติ เพื่อให้สามารถติดตามเจ้าของหรือผู้รับผิดชอบได้   ผ่านการฝังไมโครชิปใต้ผิวหนัง (injectable transponder) เป็นรายตัว โดยสุนัขและแมวที่เกิดในสถานประกอบการ ต้องระบุตัวตนภายใน 3 เดือนหลังเกิด สัตว์ที่มีเจ้าของทั่วไป ต้องระบุตัวตนไม่เกินอายุ 3 เดือน หรือก่อนนำออกจำหน่าย สัตว์ที่มีไมโครชิปอยู่แล้วก่อนวันที่ 31 สิงหาคม 2571 (ค.ศ.2028) ตามกฎหมาย EU หรือของประเทศสมาชิก จะถือว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้ ตราบใดที่ไมโครชิปยังสามารถอ่านได้ ในกรณีไมโครชิปไม่สามารถอ่านหมายเลขได้ ผู้รับผิดชอบต้องฝังไมโครชิปใหม่ และขึ้นทะเบียนภายใน 2 วันทำการ และต้องปรับปรุงข้อมูลเมื่อมีการเปลี่ยนเจ้าของหรือเมื่อสัตว์เสียชีวิต ทั้งนี้ ข้อกำหนดจะเริ่มใช้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยผู้ประกอบการที่นำสัตว์วางจำหน่ายในตลาดจะเริ่มปรับใช้ในวันที่ 31 สิงหาคม 2573 (ค.ศ. 2030) ในส่วนของเจ้าของสัตว์ทั่วไปจะเริ่มใช้กับสุนัขในวันที่ 31 สิงหาคม 2579 (ค.ศ. 2036)  และแมว ในวันที่ 31 สิงหาคม 2584 (ค.ศ. 2041) 

– ข้อกำหนดเกี่ยวกับการโฆษณาออนไลน์และการนำสุนัข/แมวออกสู่ตลาด มีเป้าหมายเพื่อให้การซื้อขายสุนัขและแมวทางออนไลน์มี ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบ ต้องมีข้อความเตือนในการโฆษณาออนไลน์ ว่า “สัตว์ไม่ใช่ของเล่น การมีสัตว์เลี้ยงเป็นการตัดสินใจที่เปลี่ยนแปลงชีวิต คุณมีหน้าที่ดูแลสุขภาพและสวัสดิภาพของสัตว์ และต้องไม่ทอดทิ้งสัตว์” ผู้ที่นำสุนัขหรือแมวออกสู่ตลาดและโฆษณาทางออนไลน์ ต้องใช้ระบบตรวจสอบออนไลน์ของ EU เพื่อสร้างรหัสตรวจสอบเฉพาะ (unique verification token) เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบไมโครชิป/การระบุตัวตนสัตว์ได้รับการขึ้นทะเบียนจริง

4. หน้าที่ของหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก (Competent authorities) ของประเทศสมาชิก: รับผิดชอบหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับผู้ดูแลสัตว์ ฐานข้อมูลสุนัขและแมว การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสวัสดิภาพสัตว์และการรายงานต่อคณะกรรมาธิการยุโรป

5. การนำสุนัขและแมวเข้าสู่สหภาพยุโรป (Entry of dogs and cats into the EU) จากประเทศนอก EU เข้ามาในสหภาพยุโรป:

  • การนำเข้าเชิงพาณิชย์: สุนัขและแมวจะสามารถนำเข้าเพื่อวางจำหน่ายในตลาด EU ได้หากได้รับการเพาะพันธุ์และเลี้ยงตามข้อกำหนดด้านสวัสดิภาพสัตว์ใน Chapter II ของกฎระเบียบฉบับนี้ หรือปฏิบัติตามมาตรฐานอื่นที่ EU ยอมรับว่า มีความเทียบเท่า (equivalent) หรืออยู่ภายใต้ความตกลงระหว่าง EU กับประเทศผู้ส่งออก โดยต้องมี Official Certificate ตาม Regulation (EU) 2017/625 ประกอบการนำเข้า และใบรับรองต้องมีข้อความรับรองว่า ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดข้างต้น และต้องมีไมโครชิปก่อนเข้าสู่สหภาพยุโรป โดยผู้นำเข้าต้องตรวจสอบให้มีการขึ้นทะเบียนสัตว์ในฐานข้อมูลระดับชาติของประเทศสมาชิก ภายใน 5 วันทำการหลังจากนำเข้าสู่สหภาพยุโรป
  • การนำเข้าแบบไม่ใช่เชิงพาณิชย์ (Non-commercial movement) : หากเจ้าของนำสุนัขหรือแมวจากประเทศนอก EU เข้ามาในลักษณะการเดินทางมากับสัตว์เลี้ยงส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อการค้า เจ้าของต้องแจ้งข้อมูลล่วงหน้าใน EU Pet Traveller Database อย่างน้อย 5 วันทำการก่อนเข้าเขตสหภาพยุโรป อย่างไรก็ดี อนุโลมให้ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าในบางกรณี อาทิ การนำสัตว์เข้ามาโดยตรงจากประเทศ/ดินแดนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอยู่แล้วในฐานข้อมูลของประเทศสมาชิก EU
  • ภาคผนวกที่เกี่ยวข้อง:

1. ภาคผนวก I ข้อกำหนดสำหรับสถานประกอบการ ตามระบุในมาตรา 14- มาตรา 17

2. ภาคผนวก II การระบุอัตลักษณ์และการลงทะเบียนสุนัขและแมว

3. ภาคผนวก III ข้อมูลสวัสดิภาพสัตว์

6. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันที่ 31 สิงหาคม 2571 สำหรับในส่วนของการระบุอัตลักษณ์และการลงทะเบียนสุนัขและแมว ในส่วนของผู้ประกอบการที่นำเข้าสัตว์เพื่อวางจำหน่ายในสหภาพยุโรปจะเริ่มปรับใช้ในวันที่ 31 สิงหาคม 2573 และในส่วนของเจ้าของสัตว์ทั่วไปจะเริ่มปรับใช้กับสุนัขในวันที่ 31 สิงหาคม 2579 และกับแมวในวันที่ 31 สิงหาคม 2584 (ค.ศ. 2041) ตามลำดับ  ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

  

สหภาพยุโรปอนุญาตสารเสริมในอาหารสัตว์

Commission Implementing Regulation (EU) 2026/1865 ว่าด้วย การอนุญาตให้น้ำมันหอมระเหยไทม์ (thyme essential oil) จาก Thymus vulgaris L. และ/หรือ Thymus zygis L. เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้

    1) คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบอนุญาตให้น้ำมันหอมระเหยไทม์ (thyme essential oil) จาก Thymus vulgaris L. และ/หรือ Thymus zygis L. เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มสารเสริมทางประสาทสัมผัส (sensory additives) โดยมีหน้าที่เป็นสารแต่งกลิ่น (flavouring compounds) และอนุญาตให้ใช้กับสัตว์ทุกชนิด เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2579 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน

     2)  คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดปริมาณการใช้งานขั้นสูงสุด ในสัตว์ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

        (ก) ไก่งวงเพื่อขุน ที่ปริมาณสูงสุด 64 มิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)

         (ข)  ไก่เพื่อขุน สัตว์ปีกวัยเยาว์เพื่อขุน สัตว์ปีกเลี้ยงเพื่อไข่หรือเพื่อเพาะพันธุ์ และนกสวยงาม ที่ปริมาณสูงสุด 48 มิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)

        (ค) สัตว์ปีกเพื่อไข่และเพื่อเพาะพันธุ์ ที่ปริมาณสูงสุด 72 มิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)

         (ง)  สุกรเพื่อขุน สุกรเพื่อเพาะพันธุ์ ลูกวัวเพื่อขุน แกะ แพะ โคเพื่อขุน อูฐ ม้า ปลา ปลาซัลมอน สุนัข ปลาสวยงาม ที่ปริมาณสูงสุด 100 มิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)

         (จ)  ลูกสุกรเพื่อขุน ลูกสุกรยังไม่หย่านม/หย่านม ที่ปริมาณสูงสุด 86 มิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)

         (ฉ)  กระต่าย ที่ปริมาณสูงสุด 76 มิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)

         (ช)  แมว และสัตว์อื่นๆ ที่ปริมาณสูงสุด 38 มิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)

     3) คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่านในการอนุญาต ดังนี้

(ก) น้ำมันหอมระเหยไทม์ (thyme essential oil) จาก Thymus vulgaris L. และ/หรือ Thymus zygis L. และสารผสมล่วงหน้า (premixture) ที่มีส่วนประกอบของน้ำมันหอมระเหยไทม์ดังกล่าว ที่ได้รับอนุญาตภายใต้ Directive 70/524/EEC ที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่  19 กุมภาพันธ์  2570  โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบฉบับเดิมก่อนวันที่ 19 สิงหาคม 2569  สามารถวางจำหน่ายและใช้ได้จนกว่าสินค้าจะหมดไปจากคลังสินค้า

(ข) อาหารสัตว์ผสม (compound feeds) และวัตถุดิบอาหารสัตว์ (feed materials) ที่ใช้สำหรับสัตว์ที่ผลิตเพื่อเป็นอาหาร ที่มีส่วนประกอบของน้ำมันหอมระเหยไทม์ (thyme essential oil) จาก Thymus vulgaris L. และ/หรือ Thymus zygis L. ที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 19 สิงหาคม 2570 โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบฉบับเดิมก่อนวันที่ 19 สิงหาคม 2569 สามารถวางจำหน่ายและใช้ได้จนกว่าสินค้าจะหมดไปจากคลังสินค้า

(ค) อาหารสัตว์ผสม (compound feeds) และวัตถุดิบอาหารสัตว์ (feed materials) ที่ไม่ใช้สำหรับสัตว์ที่ผลิตเพื่อเป็นอาหาร ที่มีส่วนประกอบของน้ำมันหอมระเหยไทม์ (thyme essential oil) จาก Thymus vulgaris L. และ/หรือ Thymus zygis L. ที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 19 สิงหาคม 2571 โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบฉบับเดิมก่อนวันที่ 19 สิงหาคม 2569 สามารถวางจำหน่ายและใช้ได้จนกว่าสินค้าจะหมดไปจากคลังสินค้า                                                                                                  

    4) กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2569) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

  

 

การประชุมหารือและศึกษาดูงานหน่วยงานด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชของโปแลนด์

0

ด้วย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำสหภาพยุโรป (สปษ. สหภาพยุโรป) โดยนายสงขลา จุลกะเศียน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) และนางสาวสรวงสุดา อรุณนพรัตน์ ที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) พร้อมด้วยผู้แทนสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ (สอท. วอร์ซอ) และผู้แทนสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงวอร์ซอ (สคต. วอร์ซอ) ได้เข้าเยี่ยมคารวะ ประชุมหารือ และศึกษาดูงานหน่วยงานของสาธารณรัฐโปแลนด์ ณ กรุงวอร์ซอ รวม 4 แห่ง ระหว่างวันที่ 7–8 กันยายน 2569 เพื่อศึกษาการนำกฎระเบียบด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ของสหภาพยุโรปไปปฏิบัติในระดับประเทศสมาชิก แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการควบคุมสินค้าเกษตรและอาหารจากประเทศที่สาม และเสริมสร้างช่องทางประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

                   1. การประชุมหารือกับสำนักงานตรวจสุขอนามัยและระบาดวิทยา ณ จุดนำเข้า กรุงวอร์ซอ (Border Sanitary and Epidemiological Station in Warsaw: GSSE Warsaw): เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ที่ประชุมได้มีการหารือเกี่ยวกับขั้นตอนการตรวจควบคุมอาหารที่มิใช่ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ซึ่งนำเข้า     ทางท่าอากาศยานวอร์ซอโชแปง ปัญหาสารตกค้างและสินค้าจากไทยที่อยู่ภายใต้มาตรการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจ เช่น พริกและสินค้ากลุ่มเสาวรสบางประเภท รวมทั้งข้อควรคำนึงด้านระยะเวลาตรวจปล่อยหากมีการขนส่งสินค้าสดทางอากาศเพิ่มขึ้นในอนาคต

                   2. การประชุมหารือกับสำนักงานกลางด้านการอารักขาพืชและตรวจสอบเมล็ดพันธุ์แห่งโปแลนด์ (Main Inspectorate of Plant Health and Seed Inspection: GIORiN): เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ที่ประชุมได้มีการหารือเกี่ยวกับการนำข้อกำหนดด้านสุขอนามัยพืชของสหภาพยุโรปไปปฏิบัติในโปแลนด์ สำหรับสินค้าเขตร้อนจากไทย ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันเพลี้ยไฟฝ้าย (Thrips palmi) และแมลงวันผลไม้ รวมถึงเชื้อราสาเหตุโรคจุดดำส้ม (Phyllosticta citricarpa) ในสินค้ากลุ่มส้ม นอกจากนี้  ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงผลที่อาจเกิดจากการเปิดเที่ยวบินตรง โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของสินค้าสดและการนำพืชหรือผลไม้ติดตัวของผู้โดยสาร ซึ่งโดยหลักการต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืช

                   3. การศึกษาดูงานห้องปฏิบัติการกลาง สาขากรุงวอร์ซอ ของ GIORiN (Central Laboratory – Warsaw Branch): เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 สปษ.สหภาพยุโรปได้ศึกษาดูงานกระบวนการต่างๆ ในห้องปฏิบัติการกลางฯ ตั้งแต่การรับลงทะเบียน การติดตามตัวอย่างที่ส่งมาจากการตรวจสินค้านำเข้า และการควบคุมภายในประเทศ ตลอดจนระบบความปลอดภัยทางชีวภาพและการป้องกันการปนเปื้อน ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการได้รับการรับรองจาก Polish Centre for Accreditation และส่วนงานเมล็ดพันธุ์ได้รับการรับรองตามระบบ International Seed Testing Association (ISTA)

                   4. การประชุมหารือกับสำนักงานกลางด้านการสัตวแพทย์แห่งโปแลนด์ (General Veterinary Inspectorate: GIW): เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ที่ประชุมได้มีการหารือเกี่ยวกับประเด็นปัญหาการรับรองผลิตภัณฑ์อาหารผสม (composite products) โดยเฉพาะกรณีผู้ประกอบการไทยใช้วัตถุดิบจากสัตว์ที่ผลิตในสหภาพยุโรปเป็นส่วนประกอบของสินค้าที่ผลิตในไทยและส่งกลับมายังตลาดสหภาพยุโรป

การประชุมหารือและศึกษาดูงานครั้งนี้ ทำให้ได้รับทราบการแบ่งอำนาจหน้าที่และแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานโปแลนด์ตั้งแต่การตรวจ ณ จุดนำเข้า การควบคุมด้านสุขอนามัยพืช การตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการไปจนถึงการกำกับดูแลด้านสัตวแพทย์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการประสานงานเมื่อเกิดปัญหากับสินค้าไทย ในส่วนของสินค้าพืช หากมีการเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างไทยกับโปแลนด์ อาจเพิ่มโอกาสในการขนส่งสินค้าสด แต่ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมความพร้อมด้านเอกสารรับรอง การป้องกันศัตรูพืช สารตกค้าง และระยะเวลา การตรวจปล่อยสินค้า สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารผสม เห็นควรติดตามคำชี้แจงและการปรับปรุงกฎระเบียบในระดับสหภาพยุโรปอย่างต่อเนื่อง ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับคำขอเปิดตลาดและการแบ่งเขตโรคของโปแลนด์ควรแจ้งหน่วยงานผู้มีอำนาจของไทยเพื่อประกอบการตรวจสอบและพิจารณาตามขั้นตอน ทั้งนี้ ควรรักษาช่องทางติดต่อกับหน่วยงานโปแลนด์เพื่อประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความร่วมมือทางวิชาการตามความจำเป็นและความพร้อมของทั้งสองฝ่ายต่อไป