free page hit counter

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Office of Agricultural Affairs | Royal Thai Embassy, Brussels
Home Blog Page 3

สหภาพยุโรปไม่อนุญาตให้สารสกัดจากพริก (Capsicum oleoresin) เป็น basic substance ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช

0

คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2026/1209 ว่าด้วย การไม่อนุญาตให้สารสกัดจากพริก (Capsicum oleoresin)เป็น basic substance ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. คณะกรรมาธิการยุโรปไม่อนุญาตให้สารสกัดจากพริก (Capsicum oleoresin) เป็น basic substance ในผลิตภัณฑ์อารักพืช เนื่องจากยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของแคปไซซินอยด์ (capsaicinoids) ว่ามีฤทธิ์การก่อกลายพันธุ์ทั้งในร่างกายและในหลอดทดลอง ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ นอกจากนี้ ยังพบความไม่ครบถ้วนของข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินความเป็นพิษต่อพันธุกรรม รวมถึงยังไม่สามารถสรุปผลการประเมินความเสี่ยงที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาหารหรือการประเมินความเสี่ยงของผู้บริโภค เนื่องจากไม่มีค่าอ้างอิงทางพิษวิทยาที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น สารดังกล่าวจึงไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดในมาตรา 23(1) (a) และ (b) ของ Regulation (EC) No 1107/2009 ที่สามารถยืนยันได้ว่า ไม่ใช่เป็นสารที่น่าเป็นห่วง และไม่มีศักยภาพโดยธรรมชาติที่ก่อให้เกิดผลกระทบที่รบกวนต่อระบบต่อมไร้ท่อ ระบบประสาท หรือระบบภูมิคุ้มกันที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์
  2. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวสามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code  

สหภาพยุโรปออกมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อย (Foot and Mouth Disease: FMD) ในประเทศไซปรัส

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Decision (EU) 2026/1277 ว่าด้วย การกำหนดมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อย (Foot and Mouth Disease: FMD) ในประเทศไซปรัส ใน  Official Journal of the European Union ชุด L สรุปสาระสำคัญ ดังนี้  

  1. วัตถุประสงค์: จากการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อย (Foot and Mouth Disease: FMD) ในเดือนพฤษภาคม 2569 ในเขต Larnaca เขต Nicosia และเขต Limassol ประเทศไซปรัส คณะกรรมาธิการยุโรปจึงเห็นควรกำหนดเขตป้องกัน (protection zones) และเขตเฝ้าระวัง (surveillance zones) ให้มีความเป็นปัจจุบัน สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรค FMD โดยคำนึงถึงข้อกำหนดสุขภาพสัตว์บก (Terrestrial Animal Health Code) ขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health: WOAH)
  2. ประเทศไซปรัส: กำหนดเขตป้องกัน (protection zones)  ให้มีผลไปจนถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2569 และเขตเฝ้าระวัง (surveillance zones) ให้มีผลไปจนถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2569
  3. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569 รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

สหภาพยุโรปออกมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคฝีดาษในแกะและแพะ (sheep pox and goat pox) ในประเทศกรีซ

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Decision (EU) 2026/1191 ว่าด้วย การปรับแก้ Implementing Decision (EU) 2024/2207 เกี่ยวกับการกำหนดมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคฝีดาษในแกะและแพะ (sheep pox and goat pox) ในประเทศกรีซ ใน Official Journal of the European Union ชุด L  สรุปสาระสำคัญ ดังนี้  

  1. วัตถุประสงค์: จากการระบาดของโรคฝีดาษในแกะและแพะในประเทศกรีซ คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นควรกำหนดเขตป้องกัน (protection zones) เขตเฝ้าระวัง (surveillance zones) และเขตควบคุม (restricted zones) ให้มีความเป็นปัจจุบันสอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรคฝีดาษในแกะและแพะที่เพิ่มขึ้นในระหว่างวันที่ 17 เมษายน – 22 พฤษภาคม 2569 ใหม่ รวม 8 เขต ได้แก่ (1) เขต Achaia  (2) เขตAetolia-Acarnania (3) เขต Ilia (4) เขต Ithaki (5) เขต Larisa (6) เขต Phocis (7) เขต Pieria และ (8) เขต Rhodopi ประเทศกรีซ โดยคำนึงถึงข้อกำหนดสุขภาพสัตว์บก (Terrestrial Animal Health Code) ขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health: WOAH
  2. ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง: กำหนดขตป้องกัน (protection zones)  เขตเฝ้าระวัง (surveillance zones) และเขตควบคุม (restricted zones) ในพื้นที่ระบาดตามปรากฏในภาคผนวกของ Commission Implementing Decision (EU) 2026/1191  
  3. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันที่ประกาศใน  EU Official Journal  (ประกาศ ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569) รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

สหภาพยุโรปออกมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงสูง

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Decision (EU) 2026/1239 ว่าด้วย การปรับแก้ภาคผนวก Implementing Decision (EU) 2023/2447 เกี่ยวกับมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงสูงในประเทศสมาชิกบางประเทศ ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. วัตถุประสงค์: เพื่อกำหนดเขตป้องกัน (protection zones) เขตเฝ้าระวัง (surveillance zones) และเขตควบคุม (restricted zones)  ให้มีความเป็นปัจจุบัน สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงสูง (Highly Pathogenic Avian Influenza: HPAI) ในเดือนพฤษภาคม 2569 ที่เพิ่มขึ้นในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป จำนวน 3 ประเทศ ได้แก่ (1) เขต Haute Garonne และเขต Dordogne ประเทศฝรั่งเศส (2) เขต Friesland ประเทศเนเธอร์แลนด์ และ (3) เขต Lubelskie และเขต Wielkopolskie voivodeships ประเทศโปแลนด์  โดยคำนึงถึงข้อกำหนดสุขภาพสัตว์บก (Terrestrial Animal Health Code) ขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health: WOAH) รายละเอียดปรากฏในภาคผนวก Commission Implementing Decision (EU) 2026/1239
  2. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 8 มิถุนายน 2569) เป็นต้นไป ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

สหภาพยุโรปต่ออนุญาตสารเสริมในอาหารสัตว์

Commission Implementing Regulation (EU) 2026/1146 ว่าด้วย การต่ออนุญาตให้สารผสมจากเชื้อแบคทีเรีย Lactiplantibacillus plantarum DSM 18112 เชื้อแบคทีเรีย Lactiplantibacillus plantarum DSM 18113 เชื้อแบคทีเรีย Lactiplantibacillus plantarum DSM 18114 เชื้อแบคทีเรีย Lactiplantibacillus plantarum ATCC 55943 เชื้อแบคทีเรีย Lactiplantibacillus plantarum ATCC 55944 เชื้อแบคทีเรีย Lentilactobacillus buchneri ATCC PTA-2494 และเชื้อแบคทีเรีย Lentilactobacillus buchneri ATCC PTA-6138 เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบต่อการอนุญาตให้สารผสมจากเชื้อแบคทีเรีย Lactiplantibacillus plantarum DSM 18112 เชื้อแบคทีเรีย Lactiplantibacillus plantarum DSM 18113 เชื้อแบคทีเรีย Lactiplanti bacillus plantarum DSM 18114 เชื้อแบคทีเรีย Lactiplantibacillus plantarum ATCC 55943 และเชื้อแบคทีเรีย Lactiplantibacillus plantarum ATCC 55944 เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มสารเสริมทางเทคโนโลยี (technological additives) โดยมีหน้าที่เป็นสารเร่งปฏิกริยาในหญ้าหมัก (silage additives) และอนุญาตให้ใช้กับสัตว์ทุกชนิด เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2579 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน
  2. คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน ดังนี้

         สารผสมจากเชื้อแบคทีเรีย Lactiplantibacillus plantarum DSM 18112 เชื้อแบคทีเรีย Lactiplantibacillus plantarum DSM 18113 เชื้อแบคทีเรีย Lactiplanti bacillus plantarum DSM 18114 เชื้อแบคทีเรีย Lactiplantibacillus plantarum ATCC 55943 เชื้อแบคทีเรีย Lactiplantibacillus plantarum ATCC 55944 เชื้อแบคทีเรีย Lentilactobacillus buchneri ATCC PTA-2494 และเชื้อแบคทีเรีย Lentilactobacillus buchneri ATCC PTA-6138 และอาหารสัตว์ที่มีส่วนประกอบของสารดังกล่าวที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 18 มิถุนายน 2570 โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบฉบับเดิมก่อนวันที่ 18 มิถุนายน 2568 สามารถวางจำหน่ายและใช้ได้จนกว่าสินค้าจะหมดไปจากคลังสินค้า

3. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

สหภาพยุโรปประกาศอัพเดทบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกสัตว์และสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดที่ปลอดจากยาต้านจุลชีพต้องห้าม

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2026/1189 ว่าด้วย การปรับแก้บัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกสัตว์และสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากสัตว์เพื่อการบริโภคไปยังสหภาพยุโรปที่ปลอดจากยาต้านจุลชีพต้องห้าม ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • วัตถุประสงค์: เพื่อประกาศอัพเดทบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกสัตว์และสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากสัตว์เพื่อการบริโภคไปยังสหภาพยุโรป โดยปลอดจากการใช้ยาต้านจุลชีพ (antimicrobial medicinal products) ประเภทเพื่อเร่งการเจริญเติบโตและเพิ่มผลผลิต (for growth promotion and yield increase) ตามที่กำหนดในมาตรา 118(1) Regulation (EU) 2019/6 และยาต้านจุลชีพบางประเภทสำหรับที่ใช้รักษาการติดเชื้อในคน ตามรายชื่อยาที่ปรากฏในภาคผนวก Regulation (EU) 2022/1255*
  • ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย: ประเทศไทยได้รับอนุญาตให้ปรากฎอยู่ในบัญชีรายชื่อดังกล่าว ตามที่ฝ่ายไทย (กรมปศุสัตว์และกรมประมง) ได้ให้หลักประกันแก่คณะกรรมาธิการยุโรป โดยรับรองการปลอดการใช้ยาต้านจุลชีพต้องห้ามในสินค้าจากสัตว์ที่ส่งออกไปจำหน่ายยังสหภาพยุโรป ได้แก่ (1) เนื้อสัตว์ปีก (2) สัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยง ครอบคลุมปลา ปลาไหล ผลิตภัณฑ์จากปลา อาทิ ไข่ปลา และคาเวียร์ ครัชเตเชียน หอยสองฝา เอไคโนเดอร์มาตา ยูโรคอร์ดาตา และหอยทะเลฝาเดียว (มีชีวิต แช่เย็น แช่แข็ง หรือแปรรูป)  (3) ไข่ และ (4) น้ำผึ้ง (ภายใต้เครื่องหมาย X) รวมถึงนม (ในลักษณะไตรภาคี ภายใต้เครื่องหมาย ∆) อันเป็นไปตามเงื่อนไขในมาตรา 118(1) Regulation (EU) 2019/6                                                                                                       
  • กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2569) และให้ปรับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2569 เป็นต้นไป  ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้


สหภาพยุโรปต่ออนุญาตสารเสริมในอาหารสัตว์

    Commission Implementing Regulation (EU) 2026/1151 ว่าด้วย การต่ออนุญาตให้ inositol เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

  1. คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบต่อการอนุญาตให้ inositol เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มสารเสริมทางโภชนาการ (nutritional additives) โดยมีหน้าที่เป็นวิตามิน โปรวิตามิน และสารเคมีที่มีผลคล้ายคลึง (vitamins, pro-vitamins and chemically well-defined substances having similar effect) และอนุญาตให้ใช้กับปลาที่ใช้ผลิตเป็นอาหาร ปลาสวยงาม ครัชเตเชียนที่ใช้ผลิตเป็นอาหาร และครัชเตเชียนสวยงาม เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2579 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน
  2. คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน ดังนี้

(ก) สารเสริม inositol ที่เคยได้รับอนุญาตโดย Implementing Regulation (EU) No 1249/2014 และสารผสมล่วงหน้า (premixture) ที่มีส่วนประกอบของ inositol ที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 18 ธันวาคม 2569 โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบฉบับเดิมก่อนวันที่ 18 มิถุนายน 2569 สามารถวางจำหน่ายและใช้ได้จนกว่าสินค้าจะหมดไปจากคลังสินค้า

(ข) อาหารสัตว์ผสม (compound feeds) และวัตถุดิบอาหารสัตว์ (feed materials) ที่ใช้สำหรับสัตว์ที่ผลิตเพื่อเป็นอาหาร ที่มีส่วนประกอบของ inositol ที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 18 มิถุนายน 2570 โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบฉบับเดิมก่อนวันที่ 18 มิถุนายน 2569 สามารถวางจำหน่ายและใช้ได้จนกว่าสินค้าจะหมดไปจากคลังสินค้า

(ค) อาหารสัตว์ผสม (compound feeds) และวัตถุดิบอาหารสัตว์ (feed materials) ที่ไม่ใช้สำหรับสัตว์ที่ผลิตเพื่อเป็นอาหาร ที่มีส่วนประกอบของ inositol ที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 18 มิถุนายน 2571 โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบฉบับเดิมก่อนวันที่ 18 มิถุนายน 2569 สามารถวางจำหน่ายและใช้ได้จนกว่าสินค้าจะหมดไปจากคลังสินค้า

3) กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

สหภาพยุโรปปรับแก้บัญชีรายชื่อสารผสม (co-formulants) ที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช

0

คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศ Commission Regulation (EU) 2026/1120 ว่าด้วย การปรับแก้ Regulation (EC) No 1107/2009 ภาคผนวก III บัญชีรายชื่อสารผสม (co-formulants) ที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้

ปรับแก้บัญชีรายชื่อสารผสม (co-formulants) ที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืชให้เป็นปัจจุบัน โดยให้เพิ่มสารอันตรายที่เกี่ยวข้อง 12 รายการ ดังนี้

  1. สารก่อมะเร็ง (carcinogenic category 1B)/สารก่อกลายพันธุ์ (mutagenic category 1B) 5 รายการ
  2. สารเป็นพิษต่อการสืบพันธุ์ (toxic to reproduction category 1B) 1 รายการ
  3. สารสะสมทางชีวภาพและสารพิษในกลุ่ม PBT (Persistent, Bio-accumulative and Toxic) และกลุ่ม vPvB (veryPersistent and very Bio-accumulative) 4 รายการ
  4. สารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน กลุ่ม POP (Persistent Organic Pollutants) 1 รายการ
  5. สารอันตรายที่ห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์ชีวฆาต (biocidal products) 1 รายการ

รายละเอียดตามตารางที่ปรากฏในภาคผนวก Commission Regulation (EU) 2026/1120

คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดมาตรการเปลี่ยนผ่าน ดังนี้

        1) กำหนดให้ประเทศสมาชิกฯ ดำเนินการแก้ไขหรือเพิกถอนการอนุญาตผลิตภัณฑ์อารักขาพืชที่มีส่วนผสมของสารผสม (co-formulants) ที่ปรากฏในภาคผนวก ภายในวันที่ 16 มิถุนายน 2571

        2) ประเทศสมาชิกฯ จะไม่อนุญาตการใช้หรือการวางจำหน่ายสารเสริมฤทธิ์ (adjuvants) ที่มีส่วนผสมของสารผสม (co-formulants) ที่ปรากฏในภาคผนวก

        3) ประเทศสมาชิกฯ จะดำเนินการแก้ไขหรือเพิกถอนการอนุญาตสารเสริมฤทธิ์ (adjuvants) ที่มีส่วนผสมของสารผสม (co-formulants) ที่ปรากฏในภาคผนวก ภายในวันที่ 16 มิถุนายน 2571

        4) ระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน (grace period) ใด ๆ ที่อนุโลมโดยประเทศสมาชิกฯ ตาม Regulation (EC) No 1107/2009 มาตรา 46 หรือตามข้อกำหนดระดับชาติในการอนุญาตสารเสริมฤทธิ์ (adjuvants) จะต้องมีระยะเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะสั้นได้ โดยการจำหน่ายและการกระจายสินค้าต้องสิ้นสุดอย่างช้าสุดภายใน 3 เดือน การกำจัด การจัดเก็บ และการใช้ จะต้องสิ้นสุดภายใน 12 เดือน หลังจากวันที่แก้ไขหรือถอดถอนการอนุญาต ตาม Commission Regulation (EU) 2026/1120 มาตรา 2 และ 3

    ภาคผนวก : บัญชีรายชื่อสารผสม (co-formulants) ที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช จำนวน 12 รายการ

    กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2569) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวสามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

สหภาพยุโรปอนุญาตสารเสริมในอาหารสัตว์

Commission Implementing Regulation (EU) 2026/1122 ว่าด้วย การอนุญาตให้สารผสมจากเชื้อแบคทีเรีย Enterococcus lactis NCIMB 11181 เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน Official Journal of the European Union ชุด L  โดยมีรายละเอียดดังนี้

    1)  คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบอนุญาตให้สารผสมจากเชื้อแบคทีเรีย Enterococcus lactis NCIMB 11181 เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มสารเสริมเฉพาะทางสำหรับสัตว์ (zootechnical additives) เพื่อช่วยควบคุมเชื้อในกระเพาะ (gut flora stabilisers) และอนุญาตให้ใช้กับสัตว์ปีกเพื่อขุน เพื่อไข่หรือเพื่อเพาะพันธุ์ และนกสวยงาม เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2579 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน      

     2)  คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดปริมาณการใช้สารเสริมที่ระดับต่ำสุดในสัตว์ ที่ปริมาณ 3 x 1010 CFU/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)  หรือที่ปริมาณ 1,5 x 108 CFU/ลิตรของน้ำดื่มสัตว์

     3)  กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2569) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

สหภาพยุโรปถอนการอนุญาตสารออกฤทธิ์ที่ไม่ต่ออายุใช้งาน

0

คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2026/1154 ว่าด้วย การปรับปรุง Commission Implementing Regulation (EU) No 540/2011 เกี่ยวกับการถอนสาร methoxyfenozide สาร penthiopyrad และสาร terpenoid blend QRD 460 ออกจากบัญชีรายชื่อสารออกฤทธิ์ที่ได้รับอนุญาต ใน Official Journal of the European Union ชุด L  โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • เนื่องจากคณะกรรมาธิการยุโรปไม่ได้รับการยื่นคำร้องขออนุญาตต่ออายุเวลาการใช้สารออกฤทธิ์ จำนวน 3 รายการ ได้แก่ (1) สาร methoxyfenozide (2) สาร penthiopyrad และ (3) สาร terpenoid blend QRD 460  จึงเห็นควรถอนสารทั้ง 3 รายการดังกล่าวออกจากบัญชีรายชื่อสารออกฤทธิ์ที่ได้รับอนุญาต ตามระยะเวลาสิ้นสุดของการอนุญาตเดิม  
  • กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวสามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code