free page hit counter

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Office of Agricultural Affairs | Royal Thai Embassy, Brussels
Home Blog Page 2

สหภาพยุโรปปรับแก้เงื่อนไขการอนุญาตสารออกฤทธิ์ metalaxyl-Mในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช

0

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2026/1353 ว่าด้วย การปรับแก้เงื่อนไขการอนุญาตสารออกฤทธิ์ metalaxyl-M ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช ใน Official Journal of the European Union ชุด L  โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้  

  • คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นควรปรับแก้เงื่อนไขการใช้สาร metalaxyl-M  ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ในผลิต
    ภัณฑ์อารักพืชที่ได้รับอนุญาต ตั้งแต่วันที่ 1  มิถุนายน 2563  –  31 พฤษภาคม 2578  โดยปรับแก้ระดับการปนเปื้อน (level of the impurity) ของสาร metalaxyl-M ใหม่ ที่ระดับ ≥ 920 กรัม/กิโลกรัม และขยายการใช้งานจากเดิมอนุญาตให้ใช้กับเมล็ดพันธุ์ที่เพาะปลูกแต่เฉพาะในเรือนกระจก เป็นอนุญาตให้ใช้กับเมล็ดพันธุ์ที่เพาะปลูกในทุ่งกว้างที่ใช้เครื่องมือ/อุปกรณ์หว่านเมล็ดพันธุ์ได้อย่างแม่นยำ โดยกำหนดความหนาแน่นของเมล็ดพันธุ์ที่หว่านต้องไม่เกิน 2,000,000 เมล็ดต่อเฮกตาร์ อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม
  • กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศในวันที่ 16 มิถุนายน 2569) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code  

รายงานผลการเข้าร่วมการประชุม Mission Soil Investment Forum 2026

0

ด้วยเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำสหภาพยุโรป ได้เข้าร่วมการประชุม Mission Soil Investment Forum 2026 ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปด้านเกษตรและพัฒนาชนบท (Directorate-General for Agriculture and Rural Development: DG AGRI) จัดขึ้นภายใต้กรอบพันธกิจของสหภาพยุโรปด้านข้อตกลงเพื่อดินของยุโรป (EU Mission: A Soil Deal for Europe) ของโครงการ Horizon Europe โดยมีผู้แทนจากคณะกรรมาธิการยุโรป สถาบันการเงิน นักลงทุน ธนาคาร บริษัทเอกชน องค์กรวิจัย มหาวิทยาลัย และผู้ดำเนินโครงการ Living Labs จากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเข้าร่วม เพื่อหารือแนวทางการระดมเงินลงทุนสำหรับการฟื้นฟูและอนุรักษ์สุขภาพดิน ตลอดจนสร้างกลไกเชื่อมโยงระหว่างนโยบาย งานวิจัย และภาคการเงินเพื่อผลักดัน การจัดการดินอย่างยั่งยืนให้สามารถขยายผลได้ในระดับเศรษฐกิจ สรุปสาระสำคัญของผลการประชุมฯ ดังนี้

1. สุขภาพดิน: จากประเด็นสิ่งแวดล้อมสู่ยุทธศาสตร์ด้านความสามารถในการแข่งขันของอียู

1.1 นาย Diego Canga Fano ผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรป DG AGRI และผู้จัดการ Mission Soil กล่าวเปิดการประชุมว่า สุขภาพดินกำลังได้รับการยกระดับจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและการวิจัย ไปสู่ประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันของสหภาพยุโรป เนื่องจากดินที่มีคุณภาพเป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การกักเก็บคาร์บอน การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของภาคเกษตรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

1.2 ภายใต้กรอบพันธกิจฯ ดังกล่าว สหภาพยุโรปได้สนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยและนวัตกรรมกว่า 800 ล้านยูโร และจัดตั้งเครือข่าย Living Labs แล้ว 45 แห่ง โดยมีเป้าหมายขยายเป็น 100 แห่งภายในปี 2573 อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการยุโรปฯ เห็นว่าการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวไม่สามารถอาศัยงบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการผ่านการพัฒนากลไกด้านนโยบาย การเงิน และการลงทุนที่เหมาะสม ทั้งนี้ ยังสอดคล้องกับการจัดทำ       กรอบงบประมาณระยะยาว (Multiannual Financial Framework: MFF) ฉบับใหม่ ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการยกระดับความสามารถในการแข่งขันและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวของสหภาพยุโรป

1.3 ที่ประชุมเห็นว่า ความท้าทายสำคัญ คือ ประโยชน์จากการฟื้นฟูสุขภาพดินส่วนใหญ่ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ขณะที่ต้นทุนในการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตตกอยู่กับเกษตรกร จึงจำเป็นต้องพัฒนากลไกที่สร้างแรงจูงใจและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเหมาะสม เพื่อให้การลงทุนด้านสุขภาพดินสามารถเกิดขึ้นได้จริง

2. การเปลี่ยนสุขภาพดินให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

2.1 การอภิปรายในช่วงเปิดการประชุม มุ่งสร้างความเข้าใจว่า สุขภาพดินควรถูกมองเป็น “การลงทุน” มากกว่าการเป็นเพียงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม โดยผู้แทนจากโครงการ InvestSoil และ Soil Values อธิบายว่า ดินควรถูกมองเป็นทุนทางธรรมชาติ (Natural Capital) ที่สร้างคุณค่าในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ การกักเก็บคาร์บอน การบริหารจัดการน้ำ การลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และการสร้างความมั่นคงทางอาหาร

2.2 ที่ประชุมเห็นว่า การประเมินความคุ้มค่าของการฟื้นฟูสุขภาพดินควรคำนึงถึงทั้งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและคุณค่าที่เกิดขึ้นต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งเสนอให้พัฒนารูปแบบธุรกิจที่อาศัยความร่วมมือระหว่างเกษตรกร ภาคธุรกิจ ผู้บริโภค ภาครัฐ และภาคการเงิน เพื่อให้เกิดการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเหมาะสม และทำให้การฟื้นฟูสุขภาพดินสามารถขยายผลได้ในระยะยาว

2.3 ผู้ร่วมอภิปรายยังเห็นว่า โครงการด้านสุขภาพดินส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน จึงจำเป็นต้องมีการสนับสนุนจากภาครัฐในช่วงเริ่มต้น ควบคู่กับการพัฒนารูปแบบการลงทุนที่รองรับผลตอบแทนในระยะยาว และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

3. จากนโยบายสู่การลงทุน (From Policy to Capital)

3.1 ที่ประชุมเห็นว่า การฟื้นฟูสุขภาพดินจะเกิดขึ้นในวงกว้างได้จำเป็นต้องอาศัยทั้งนโยบายที่ชัดเจนและกลไกทางการเงินที่เหมาะสม โดยสหภาพยุโรปกำลังเชื่อมโยงนโยบายสำคัญด้านเกษตร สิ่งแวดล้อม และสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ นโยบายเกษตรร่วมของสหภาพยุโรป (Common Agricultural Policy: CAP) กฎหมายว่าด้วยการติดตามคุณภาพดิน (Soil Monitoring Law) กฎระเบียบว่าด้วยกรอบการรับรองการกำจัดคาร์บอนและการกักเก็บคาร์บอนในดิน (Carbon Removal and Carbon Farming Regulation: CRCF) และแนวคิด Nature Credits  เพื่อสร้างกรอบนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุนด้านสุขภาพดินและการฟื้นฟูระบบนิเวศ

3.2 ผู้แทนจาก European Investment Bank (EIB) เห็นว่า การลงทุนจะเกิดขึ้นได้เมื่อโครงการมีรูปแบบธุรกิจที่ชัดเจน สามารถประเมินผลตอบแทนและความเสี่ยงได้ และได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐที่มีความต่อเนื่อง ขณะที่ภาครัฐควรมีบทบาทในการลดความเสี่ยงของโครงการในระยะเริ่มต้น เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมเมื่อโครงการมีความพร้อมและสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างยั่งยืน

3.3 ผู้เข้าร่วมประชุมยังเห็นตรงกันว่า การฟื้นฟูสุขภาพดินควรถูกมองเป็นการลงทุนระยะยาว เนื่องจากผลลัพธ์ด้านคุณภาพดิน ความมั่นคงของระบบอาหาร และความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องใช้ระยะเวลาในการเกิดผล จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่มีความต่อเนื่องและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน

4. เครื่องมือทางการเงินและกลไกสนับสนุนการลงทุน (Building the Soil Finance Toolbox)

4.1 ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า การฟื้นฟูสุขภาพดินไม่สามารถพึ่งพาเงินอุดหนุนจากภาครัฐเพียง อย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการระดมเงินทุนจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะรูปแบบ Blended Finance ซึ่งเป็นการผสมผสานเงินทุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรการกุศล เพื่อแบ่งปันความเสี่ยงของโครงการในระยะเริ่มต้น และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนเมื่อโครงการมีความพร้อมและสามารถสร้างผลตอบแทนได้

4.2 ผู้แทนจากภาคธุรกิจเห็นว่า การลงทุนด้านสุขภาพดินควรมุ่งสร้าง “ความยืดหยุ่นของระบบการผลิต” (Resilience) มากกว่าการมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงอย่างเดียว โดยควรคำนึงถึงสุขภาพดิน ความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการน้ำ และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานอาหาร ซึ่งล้วนส่งผลต่อความสามารถในการผลิตและการบริหารความเสี่ยงในระยะยาว

4.3 นอกจากนี้ ที่ประชุมยังนำเสนอรูปแบบธุรกิจที่เริ่มนำไปใช้ในหลายประเทศของสหภาพยุโรป อาทิ Carbon Farming การพัฒนา Nature Credits การบริหารจัดการพื้นที่ในระดับภูมิทัศน์ (Landscape Scale) และความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการอาหารกับเกษตรกร เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนจากการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับรายได้จากการผลิตสินค้าเกษตร ทั้งนี้ ผู้แทนจากองค์กรการกุศลเห็นว่า เงินทุนเพื่อการกุศลสามารถมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการทดลองนวัตกรรมและพัฒนารูปแบบธุรกิจในระยะเริ่มต้น ก่อนขยายผลสู่การลงทุนเชิงพาณิชย์

๕ การทำให้สุขภาพดินเป็นสินทรัพย์ที่ลงทุนได้ (Making Soil Health Investable)

5.1 ที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบ Monitoring, Reporting and Verification (MRV) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคการเงินและนักลงทุน โดยที่ประชุมเห็นว่า การประเมินผลควรเน้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง (Outcome-based) เช่น การปรับปรุงคุณภาพดิน การกักเก็บคาร์บอน และการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ มากกว่าการรายงานเพียงว่ามีการดำเนินกิจกรรมใด

5.2 ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นตรงกันว่า ไม่สามารถกำหนดมาตรฐานเดียวที่ใช้ได้กับทุกพื้นที่ (One-size-fits-all) เนื่องจากลักษณะของดิน สภาพภูมิอากาศ และระบบการผลิตมีความแตกต่างกัน จึงควรกำหนดหลักการกลางที่อ้างอิงวิทยาศาสตร์ แต่เปิดโอกาสให้แต่ละพื้นที่เลือกใช้ตัวชี้วัดที่เหมาะสม พร้อมทั้งสนับสนุนการใช้ข้อมูลจากดาวเทียม เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับการตรวจวัดภาคสนาม เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบติดตามผล

5.3 นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นว่า การสร้างความร่วมมือระหว่างเกษตรกร นักวิจัย ภาคธุรกิจ และผู้ให้ทุน ผ่านเครือข่าย Living Labs มีความสำคัญต่อการพัฒนานวัตกรรมและรูปแบบธุรกิจใหม่ แม้จะต้องใช้เวลาค่อนข้างนานและมีต้นทุนในการประสานงานสูง แต่ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายผลการลงทุนด้านสุขภาพดินในระยะยาว

6. แนวทางการขับเคลื่อนในระยะต่อไป (From Forum to Follow-up Action)

6.1 คณะกรรมาธิการยุโรปฯ เห็นว่า ความท้าทายสำคัญในระยะต่อไป คือ การเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย ผู้พัฒนาโครงการ และภาคการเงิน ให้สามารถสร้างการลงทุนได้จริง จึงจะมีการประกาศจัดตั้ง Mission Soil Platform เพื่อเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมรวบรวมองค์ความรู้ เครื่องมือประเมินความพร้อมของโครงการ แหล่งเงินทุน และบริการจับคู่ความร่วมมือ (Matchmaking)

6.2 นอกจากนี้ จะมีการจัดทำ Investment Tracker เพื่อติดตามโครงการลงทุนด้านสุขภาพดิน และตั้งเป้าหมายสนับสนุนโครงการอย่างน้อย 30 โครงการ ให้พัฒนาเป็น Investment-ready Projects ที่สามารถนำเสนอแก่สถาบันการเงินและนักลงทุนได้

6.3 ขณะเดียวกัน ในการประชุมครั้งนี้ ได้จัดให้มีช่วงการนำเสนอแนวคิดและโครงการเพื่อการลงทุนด้านสุขภาพดิน (Pitch Session) เพื่อเปิดให้มีการนำเสนอกรณีศึกษาของภาคเอกชนที่ประยุกต์ใช้ข้อมูลดาวเทียม ปัญญาประดิษฐ์ และเกษตรเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ในการพัฒนารูปแบบธุรกิจ ซึ่งสะท้อนว่าการฟื้นฟูสุขภาพดินกำลังเปลี่ยนจากโครงการนำร่องด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่การดำเนินงานเชิงพาณิชย์

6.4 คณะกรรมาธิการยุโรปฯ ได้ย้ำว่า Mission Soil Investment Forum จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาว โดยจะใช้ Mission Soil Platform เป็นกลไกหลักในการติดตามผล พัฒนาโครงการใหม่ และเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน เพื่อเร่งให้เกิดการลงทุนด้านสุขภาพดินในระดับสหภาพยุโรป

รายงานผลการเข้าร่วมประชุมสัมมนาออนไลน์ (Webinar) เรื่อง กฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรปว่าด้วยการกำหนดค่าปริมาณสูงสุดของสาร Mineral Oil Aromatic Hydrocarbons (MOAH) ในอาหาร

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 สปษ. สหภาพยุโรปได้เข้าร่วมการสัมมนาออนไลน์ เรื่อง New EU Rules on Maximum Levels for Mineral Oil Aromatic Hydrocarbons (MOAH) ซึ่งจัดโดยโครงการ AGRINFO โดยได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับร่างกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรปว่าด้วยการกำหนดค่าปริมาณสูงสุด (Maximum Levels: MLs) ของสาร Mineral Oil Aromatic Hydrocarbons (MOAH) ในอาหาร รวมทั้งแนวทางการบังคับใช้ การเตรียมความพร้อมของประเทศคู่ค้า และมาตรการลดความเสี่ยงของผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ Mineral Oil Hydrocarbons (MOH) เป็นกลุ่มสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ส่วนใหญ่มีแหล่งกำเนิดจากน้ำมันดิบ แต่สามารถเกิดจากถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ หรือชีวมวลได้เช่นกัน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ Mineral Oil Aromatic Hydrocarbons (MOAH) และ Mineral Oil Saturated Hydrocarbons (MOSH) โดยสำหรับ MOAH สำนักงานความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority: EFSA) ประเมินว่าเป็นกลุ่มสารที่อาจประกอบด้วยสารก่อกลายพันธุ์และสารก่อมะเร็ง รวมถึงสารก่อมะเร็งที่ทำลายสารพันธุกรรม จึงเป็นสารที่สหภาพยุโรปให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากไม่สามารถกำหนดระดับการได้รับที่ปลอดภัยได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ MOSH  แม้ EFSA จะเห็นว่าระดับการได้รับในปัจจุบันยังไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพโดยตรง แต่สามารถสะสมในอวัยวะของมนุษย์ เช่น ตับและเนื้อเยื่อไขมัน และผลการประเมินความเสี่ยงชี้ว่าค่าความปลอดภัย (Margin of Exposure: MOE) ยังมีไม่มาก สหภาพยุโรปจึงอยู่ระหว่างดำเนินมาตรการติดตามและลดการปนเปื้อนอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบัน สหภาพยุโรปยังไม่มีการกำหนดค่า MLs ของ MOAH ในอาหารเป็นการเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้ใช้หลักการภายใต้กฎหมายอาหารทั่วไปของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดให้อาหารที่วางจำหน่ายในตลาดต้องมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค
โดยภายหลังผลการประเมินของ EFSA ประเทศสมาชิกอียูได้เห็นพ้องแนวทางบังคับใช้ร่วมกันว่า หากตรวจพบ MOAH เกินระดับ Limit of Quantification (LOQ) ให้พิจารณาถอนสินค้าออกจากตลาด และหากจำเป็นให้เรียกคืนสินค้าโดยเกณฑ์ LOQ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแบ่งตามปริมาณไขมันของอาหาร ได้แก่ อาหารที่มีไขมันไม่เกิน ร้อยละ ๔ ใช้เกณฑ์ 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม อาหารที่มีไขมันมากกว่าร้อยละ 4 แต่ไม่เกินร้อยละ 50 ใช้เกณฑ์ 1.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และอาหารที่มีไขมันมากกว่าร้อยละ 50 ใช้เกณฑ์ 2.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ หลังจากประเทศสมาชิกอียูเริ่มใช้แนวทางดังกล่าว จำนวนการแจ้งเตือนผ่านระบบ Rapid Alert System for Food and Feed (RASFF) เกี่ยวกับ MOAH มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสินค้าอาหารกลุ่มน้ำมันบริโภค ข้าว สมุนไพร และเครื่องเทศ การปนเปื้อนของ MOAH สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน ทั้งจากสิ่งแวดล้อม การผลิตทางการเกษตร การใช้เครื่องจักรกล การแปรรูป การอบแห้ง การขนส่ง และวัสดุบรรจุภัณฑ์ โดยแหล่งกำเนิดที่สำคัญ ได้แก่ การสัมผัสไอเสียจากเครื่องยนต์และกระบวนการเผาไหม้ การรั่วไหลของน้ำมันหล่อลื่นจากเครื่องจักรกลการเกษตรหรือเครื่องจักรในโรงงาน การใช้สารกำจัดศัตรูพืชหรือสารช่วยการผลิตที่มีพาราฟินหรือส่วนประกอบของน้ำมันแร่ การใช้ตัวทำละลายที่ปนเปื้อนในกระบวนการสกัด ตลอดจนการอบแห้งวัตถุดิบบนพื้นผิวที่ไม่เหมาะสม เช่น พื้นยางมะตอย นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์เป็นแหล่งปนเปื้อนสำคัญ โดยเฉพาะกระสอบปอกระเจา (Jute bag) ที่ผ่านการเคลือบน้ำมันแร่ หมึกพิมพ์จากกระดาษรีไซเคิล กระดาษหรือกระดาษแข็งที่เคลือบไขหรือพาราฟิน และวัสดุสัมผัสอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำมันแร่ ซึ่งสามารถถ่ายเทสาร MOAH เข้าสู่อาหารได้ ดังนั้น สหภาพยุโรปจึงเน้นให้ผู้ประกอบการควบคุมแหล่งกำเนิดการปนเปื้อนตั้งแต่ต้นทาง แทนการแก้ไขเฉพาะปลายทางก่อนการส่งออก คณะกรรมาธิการยุโรปใช้หลักการ As Low As Reasonably Achievable (ALARA) ในการกำหนดค่า MLs ของ MOAH กล่าวคือ ให้ระดับการปนเปื้อนต่ำที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ภายใต้แนวปฏิบัติที่ดีในการผลิตและควบคุมคุณภาพ โดยสำหรับสินค้าอาหารหลายประเภท สหภาพยุโรปเห็นว่าสามารถลดการปนเปื้อนให้ต่ำกว่าระดับ LOQ ได้ หากผู้ประกอบการมีระบบควบคุมความเสี่ยงที่เหมาะสมอย่างไรก็ตาม สินค้าบางกลุ่มยังมีข้อจำกัดทางเทคนิค หรือมีสารธรรมชาติในพืชที่รบกวนการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ สหภาพยุโรปจึงกำหนดช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยอนุญาตให้ใช้ค่า MLs ที่สูงกว่า LOQ ในช่วงแรก และทยอยลดลงจนถึงระดับ LOQ ภายในปี ๒๕๗๓ กฎระเบียบใหม่จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 สำหรับสินค้าอาหารหลายกลุ่ม เช่น ธัญพืชและผลิตภัณฑ์จากธัญพืช นมและผลิตภัณฑ์นม อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก เมล็ดพืชน้ำมัน ถั่ว พืชตระกูลถั่ว Cocoa Mass และ Cocoa Powder โดยสินค้าส่วนใหญ่จะใช้ค่า MLs ที่ระดับ LOQ  (1) สำหรับธัญพืช รวมถึงข้าว กำหนดค่า ML ที่ 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 ส่วนผลิตภัณฑ์จากธัญพืชที่มีธัญพืชเป็นส่วนประกอบมากกว่าร้อยละ 80 จะใช้ค่า MLs  ตามปริมาณไขมันของผลิตภัณฑ์ กล่าวคือ 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันไม่เกินร้อยละ 4  และ 1.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันมากกว่าร้อยละ 4 แต่ไม่เกินร้อยละ 50 (2) สำหรับน้ำมันและไขมันพืช สหภาพยุโรปกำหนดค่ามาตรฐานแตกต่างกันตามชนิดของน้ำมัน โดยน้ำมันบางชนิด เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันเรพซีด น้ำมันทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันลินสีด จะใช้ค่า 2.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตั้งแต่ปี 2570 ขณะที่น้ำมันบางชนิดซึ่งรวมถึงน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันรำข้าว จะมีช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเริ่มที่ 6.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในปี 2570 ลดลงเป็น 4.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และลดลงสู่ 2.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ภายในปี 2573 (3) สำหรับสมุนไพร เครื่องเทศ ชา Herbal Infusions และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สหภาพยุโรปกำหนดค่า ML ที่ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 และลดลงเหลือ 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2573 เนื่องจากสินค้ากลุ่มนี้มีสารธรรมชาติจากพืชที่รบกวนการตรวจวิเคราะห์ ทำให้ไม่สามารถใช้ค่า LOQ เดียวกับอาหารทั่วไปได้ อย่างไรก็ตาม หากเป็นชาแห้งหรือสมุนไพรแห้งที่ใช้ชงน้ำและไม่ได้บริโภคกากชา (tea for use in aqueous brews) อาจไม่อยู่ภายใต้ค่า ML ดังกล่าว แต่หากใช้เป็นส่วนผสมของอาหาร หรือเป็นผลิตภัณฑ์ Instant Tea ที่บริโภคทั้งผลิตภัณฑ์ จะต้องปฏิบัติตามค่า MLs (4) สำหรับปลา/สัตว์น้ำทะเลอื่นๆ และสาหร่าย สหภาพยุโรปกำหนดค่า ML ที่ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 และลดลงเหลือ 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2573   (5) สำหรับอาหารแปรรูปและอาหารที่มีหลายส่วนประกอบ ในช่วงก่อนปี 2573 จะต้องคำนวณค่า MLs จากส่วนประกอบแต่ละชนิด โดยพิจารณาสัดส่วนของวัตถุดิบ การเจือจางหรือการเข้มข้นระหว่างกระบวนการผลิต และ Processing Factor ที่เหมาะสม จากนั้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2573 เป็นต้นไป สหภาพยุโรปจะกำหนดค่า MLs สำหรับอาหารแปรรูปโดยตรง โดยพิจารณาจากปริมาณไขมันของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันไม่เกินร้อยละ 4  1.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันร้อยละ 4–50 และ 2.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันมากกว่าร้อยละ 50

สหภาพยุโรปออกมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคลัมปีสกิน (lumpy skin) ในประเทศอิตาลี

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Decision (EU) 2026/1355 ว่าด้วย การกำหนดมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคลัมปีสกิน (lumpy skin) ในประเทศอิตาลี ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้   

  • วัตถุประสงค์: เพื่อกำหนดเขตป้องกัน (protection zones) และเขตเฝ้าระวัง (surveillance zones) ให้มีความเป็นปัจจุบัน สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรคลัมปีสกินในประเทศอิตาลีที่เพิ่มขึ้น ระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 – วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ในเขต Sardinia  โดยคำนึงถึงข้อกำหนดสุขภาพสัตว์บก (Terrestrial Animal Health Code) ขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health: WOAH)
  • ประเทศอิตาลี: เขต Sardinia: กำหนดเขตป้องกัน (protection zones)  ให้มีผลไปจนถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 และเขตเฝ้าระวัง (surveillance zones) ให้มีผลไปจนถึงวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 และให้คงแผนการใช้วัคซีนฯ ในอิตาลี เพื่อควบคุมการระบาดโรคดังกล่าว
  • กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2569) รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code                 

สหภาพยุโรปออกมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อย (Foot and Mouth Disease: FMD) ในประเทศกรีซ

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Decision (EU) 2026/1330 ว่าด้วย การปรับแก้ Implementing Decision (EU) 2026/820 เกี่ยวกับกำหนดมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อย (Foot and Mouth Disease: FMD) ในประเทศกรีซ ใน  Official Journal of the European Union ชุด L สรุปสาระสำคัญ ดังนี้  

  1. วัตถุประสงค์: จากการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อย (Foot and Mouth Disease: FMD) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ที่เพิ่มขึ้นในเขต Lesvos ประเทศกรีซ คณะกรรมาธิการยุโรปจึงเห็นควรกำหนดเขตป้องกัน (protection zones) เขตเฝ้าระวัง (surveillance zones) และเขตควบคุม (restricted zone) ให้มีความเป็นปัจจุบันสอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรค FMD โดยคำนึงถึงข้อกำหนดสุขภาพสัตว์บก (Terrestrial Animal Health Code) ขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health: WOAH)
  2. ประเทศกรีซ: กำหนดเขตป้องกัน (protection zones)  ให้มีผลไปจนถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2569 เขตเฝ้าระวัง (surveillance zones) ให้มีผลไปจนถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2569 และเขตควบคุม (restricted zone) ให้มีผลไปจนถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2569
  3. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2569 รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

สหภาพยุโรปออกมาตรการฉุกเฉินชั่วคราวในกรณีการระบาดของโรคฝีดาษในแกะและแพะ (sheep pox and goat pox) ในประเทศโรมาเนีย

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Decision (EU) 2026/1217 ว่าด้วย การกำหนดมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคฝีดาษในแกะและแพะ (sheep pox and goat pox) ในประเทศโรมาเนีย ใน Official Journal of the European Union ชุด L สรุปสาระสำคัญ ดังนี้  

วัตถุประสงค์: จากการระบาดของโรคฝีดาษในแกะและแพะ เมื่อวันที่ 15 และวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่เพิ่มขึ้นในเขต Mureș ประเทศโรมาเนีย คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นควรกำหนดเขตป้องกัน (protection zones) เขตเฝ้าระวัง (surveillance zones) และเขตควบคุม (restricted zones) ให้มีความเป็นปัจจุบัน สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรคฝีดาษในแกะและแพะในประเทศโรมาเนีย โดยคำนึงถึงข้อกำหนดสุขภาพสัตว์บก (Terrestrial Animal Health Code) ขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health: WOAH)

ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง:

เขต Mureș: กำหนดเขตป้องกัน (protection zones)  ให้มีผลไปจนถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2569 เขตเฝ้าระวัง (surveillance zones) ให้มีผลไปจนถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2569 เขตควบคุม (restricted zones) ให้มีผลไปจนถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2569 และห้ามการเคลื่อนย้ายแกะและแพะจากโรมาเนียไปยังประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569

กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2569) รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code                 

สหภาพยุโรปออกข้อแนะนำในการเฝ้าระวังการปนเปื้อนของไพโรลิซิดีนอัลคาลอยด์(pyrrolizidine alkaloids) ในอาหารสัตว์

คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศ Commission Recommendation (EU) 2026/1210 ว่าด้วย ข้อแนะนำในการเฝ้าระวังการปนเปื้อนของไพโรลิซิดีนอัลคาลอยด์  (pyrrolizidine alkaloids)* ในอาหารสัตว์ (feed) ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้

เนื่องจากหน่วยงานความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority : EFSA) ได้แจ้งว่า มีการตรวจพบการปนเปื้อนของไพโรลิซิดีนอัลคาลอยด์ในหญ้าอาหารสัตว์ (forage) จากพืช Senecioneae และ Boraginaceae spp. โดยเฉพาะลูเซิร์นฟอเรจ (Lucerne Forage)

คณะกรรมาธิการยุโรปจึงเห็นควรให้ประเทศสมาชิกฯ ทำการสุ่มตัวอย่างอาหารสัตว์ที่วางจำหน่ายในสหภาพยุโรป เพื่อเฝ้าระวังการปนเปื้อนของไพโรลิซิดีนอัลคาลอยด์ ทั้งนี้ กำหนดให้การสุ่มตรวจตัวอย่างต้องเป็นไปตามข้อกำหนด Commission Regulation (EC) No 152/2009 และใช้วิธีการตรวจวิเคราะห์ Liquid chromatography/tandem mass spectrometry (LC-MS/MS) หรืออาจใช้วิธีการตรวจวิเคราะห์อื่นๆ หากมีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าวิธีดังกล่าวให้ผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้ โดยกำหนดค่าขีดจำกัดการตรวจวัด (LOQ) ที่ระดับ 10 ไมโครกรัม/กิโลกรัม สำหรับการหาปริมาณอัลคาลอยด์ไพโรลิซิดีนแต่ละชนิด ตามรายชื่ออัลคาลอยด์ไพโรลิซิดีนที่ปรากฏใน  Commission Recommendation (EU) 2026/1210

โดยกำหนดให้ประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรปต้องส่งมอบผลการสุ่มตรวจหาไพโรลิซิดีนอัลคาลอยด์ในอาหารสัตว์ ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2571 ตามแบบฟอร์มการส่งมอบที่ EFSA กำหนดไว้ใน “Guidance on standard Sample Description (SSD2) for Food and Feed” และ “EFSA’s additional specific reporting requirements” และต้องระบุวันที่ตัดหญ้าเพื่อทำไซเลจ (silage) หญ้าแห้ง อาหารสัตว์ และอาหารหยาบ เนื่องจากปริมาณสารอัลคาลอยด์ไพโรลิซิดีนขึ้นอยู่กับวันที่ตัด

* Pyrrolizidine alkaloids คือ สารพิษที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นสารกลุ่มอัลคาลอยด์ ที่พืชกว่า 6,000 ชนิด ทั่วโลกผลิตขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองจากแมลงศัตรูพืช  ซึ่งอาจมีผลเสียต่อมนุษย์และสัตว์ ก่อให้เกิดมะเร็งและความเสียหายต่อตับ

ทั้งนี้ รายละเอียดของข้อแนะนำดังกล่าวสามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

สหภาพยุโรปต่ออนุญาตสารเสริมในอาหารสัตว์

Commission Implementing Regulation (EU) 2026/1148 ว่าด้วย การต่ออนุญาตให้ beta-carotene และสารผสมจาก beta-carotene เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบต่อการอนุญาตให้ beta-carotene และสารผสมจาก beta-carotene เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มสารเสริมทางโภชนาการ (nutritional additives) โดยมีหน้าที่เป็นวิตามิน โปรวิตามิน และสารเคมีที่มีผลคล้ายคลึง (vitamins, pro-vitamins and chemically well-defined substances having similar effect) และอนุญาตให้ใช้กับสัตว์ทุกชนิด เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2579 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน

คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดปริมาณการใช้งานขั้นสูงสุด เฉพาะในลูกวัว (นมทดแทน) ที่ระดับ 50 มิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)

คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน ดังนี้

(ก) สารเสริม beta-carotene ที่เคยได้รับอนุญาตโดย Implementing Regulation (EU) 2015/1103 และสารผสมล่วงหน้า (premixture) ที่มีส่วนประกอบของ beta-carotene ที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 18 ธันวาคม 2569 โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบฉบับเดิมก่อนวันที่ 18 มิถุนายน 2569 สามารถวางจำหน่ายและใช้ได้จนกว่าสินค้าจะหมดไปจากคลังสินค้า

(ข) อาหารสัตว์ผสม (compound feeds) และวัตถุดิบอาหารสัตว์ (feed materials) ที่ใช้สำหรับสัตว์ที่ผลิตเพื่อเป็นอาหาร ที่มีส่วนประกอบของ beta-carotene ที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 18 มิถุนายน 2570 โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบฉบับเดิมก่อนวันที่ 18 มิถุนายน 2569 สามารถวางจำหน่ายและใช้ได้จนกว่าสินค้าจะหมดไปจากคลังสินค้า

(ค) อาหารสัตว์ผสม (compound feeds) และวัตถุดิบอาหารสัตว์ (feed materials) ที่ไม่ใช้สำหรับสัตว์ที่ผลิตเพื่อเป็นอาหาร ที่มีส่วนประกอบของ beta-carotene ที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 18 มิถุนายน 2571 โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบฉบับเดิมก่อนวันที่ 18 มิถุนายน 2569 สามารถวางจำหน่ายและใช้ได้จนกว่าสินค้าจะหมดไปจากคลังสินค้า

กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

สหภาพยุโรปอนุญาตให้อินูลินโพรพิโอเนตเอสเตอร์ (inulin-propionate ester) ขึ้นทะเบียนเป็นอาหารใหม่ (Novel food) 

0

    คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2026/1219 ว่าด้วย การอนุญาตให้วางจำหน่ายอินูลินโพรพิโอเนตเอสเตอร์ (inulin-propionate ester) เป็นอาหารใหม่ (novel food) ซึ่งเป็นการปรับแก้ Commission Implementing Regulation (EU) 2017/2470 ใน Official Journal of the European Union ชุด L  โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  1. เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 บริษัท Imperial College Hammersmith Campus ของสหราชอาณาจักร ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมาธิการยุโรปเพื่อขอขึ้นทะเบียนอินูลินโพรพิโอเนตเอสเตอร์ (inulin-propionate ester)  เป็นอาหารใหม่ภายใต้ Regulation (EU) 2015/2283 มาตรา 10(1) หน่วยงานความปลอดภัยอาหารประจำสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority: EFSA) ได้ทำการประเมินความเสี่ยงและลงความเห็นว่า อินูลินโพรพิโอเนตเอสเตอร์มีความปลอดภัยต่อการบริโภค และเป็นไปตามข้อกำหนดของ Regulation (EU) 2015/2283 จึงเห็นชอบให้บรรจุอยู่ในบัญชีรายชื่อ Novel food ใน Commission Implementing Regulation (EU) 2017/2470 โดยอนุญาตให้ใช้ในบาร์ธัญพืช และสมูทตี้ผลไม้ โดยกำหนดสัดส่วนการบริโภคสูงสุด (Maximum levels) ในบาร์ธัญพืช ไม่เกิน 17 กรัม/100 กรัม และในสมูทตี้ผลไม้ ไม่เกิน 3 กรัม/100 มิลลิกรัม
  2.  คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดให้สินค้าที่มีส่วนผสมของอินูลินโพรพิโอเนตเอสเตอร์ (inulin-propionate ester) ต้องติดฉลากโดยระบุว่า  ‘มีส่วนผสมของอินูลินโพรพิโอเนตเอสเตอร์ (inulin-propionate ester)’
  3. การขึ้นทะเบียนอินูลินโพรพิโอเนตเอสเตอร์ (inulin-propionate ester) เป็นอาหารใหม่ให้แก่บริษัทผู้ยื่นคำร้อง Imperial College Hammersmith Campus ในครั้งนี้ ไม่ได้ถือเป็นการกีดกันให้ผู้ยื่นคำร้องรายอื่น ๆ ไม่สามารถขอขึ้นทะเบียนสินค้าชนิดเดียวกันได้ หากข้อมูลที่ใช้ประกอบการยื่นคำร้องมีความถูก/ครบถ้วนเป็นไปตามกฎระเบียบอาหารใหม่ แม้ว่า บริษัท Imperial College Hammersmith Campus จะได้ยื่นขอการปกป้องข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ เป็นเวลา 5 ปี จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2574
  4. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

————

Inulin-propionate ester (IPE) คือสารอาหารนวัตกรรมใหม่ที่เป็นการนำเส้นใยอาหารอินูลิน (Inulin) ซึ่งเป็นพรีไบโอติก มาเชื่อมต่อทางเคมีเข้ากับกรดโพรพิโอนิก (Propionate) โดยสารชนิดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อนำส่งกรดโพรพิโอนิกไปยังลำไส้ใหญ่โดยตรง เพื่อช่วยควบคุมความอยากอาหารและปรับสมดุลระบบเผาผลาญ

สหภาพยุโรปปรับมาตรการตรวจสอบควบคุมชั่วคราวและมาตรการฉุกเฉินกับสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากพืช ที่มีความเสี่ยงที่นำเข้าจากประเทศที่สาม

0

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing  Regulation  (EU)  2026/1206 ว่าด้วยการปรับแก้ไข Commission Implementing Regulation (EU) 2019/1793 ในการเพิ่มมาตรการตรวจสอบควบคุมชั่วคราว และการปรับใช้มาตรการฉุกเฉินกับสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดพืชที่มีความเสี่ยงที่นำเข้าจากประเทศที่สาม ภายใต้ Regulation (EU) 2017/625 และ Regulation (EC) No 178/2002 ใน  Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้

      1) การแก้ไขภาคผนวก Implmenting Regulation (EU) 2019/1793 ในภาคผนวก I, และ II ตามกฎระเบียบฉบับนี้ โดยสรุปดังนี้

          (1) ภาคผนวก I (บัญชีตรวจสอบควบคุมชั่วคราว):

                 ก) กำหนดความเข้มงวดในการสุ่มตรวจอัลฟลาทอกซิน (alflatoxins) ที่ระดับร้อยละ 20 ใน   ถั่วลิสง (groundnuts) จากอาร์เจนตินา

                ข) เพิ่มความเข้มงวดในการสุ่มตรวจสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างที่ระดับร้อยละ 30 ในมะเขือ (aubergines/eggplants) จากบูร์กินาฟาโซ

                ค) เพิ่มความเข้มงวดในการสุ่มตรวจสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างที่ระดับร้อยละ 30 ในน้อยหน่า (sugar apple) จากอียิปต์ 

                ง) ยกเลิกการสุ่มตรวจสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างในพริก (Capsicum) จากอินเดีย เนื่องจากผลการสุ่มตรวจเป็นที่น่าพอใจ

                จ) เพิ่มความเข้มงวดในการสุ่มตรวจสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างที่ระดับร้อยละ 50 ในเมล็ดยี่หร่า (cumin seeds) จากอินเดีย

                ฉ) กำหนดให้อบเชยและดอกอบเชย (cinnamon and cinnamon-tree flowers) จากอินเดีย จากเดิมถูกบรรจุอยู่ในภาคผนวก II (บัญชีเงื่อนไขพิเศษ) ให้ย้ายไปบรรจุอยู่ในภาคผนวก I (บัญชีตรวจสอบควบคุมชั่วคราว)  เนื่องจากผลการสุ่มตรวจพบปัญหาเอทิลีนออกไซด์ (ethylene oxide)  มีปริมาณน้อยลง โดยกำหนดให้อินเดียไม่ต้องทำการสุ่มตรวจวิเคราะห์ก่อนการส่งออก เพื่อรับรองว่า ปลอดจากเอทิลีนออกไซด์ (ethylene oxide)  เพื่อใช้ประกอบไปกับหนังสือรับรองการนำเข้า  อย่างไรก็ดีให้คงความเข้มงวดในการสุ่ม
ตรวจเอทิลีนออกไซด์ (ethylene oxide) ในอบเชยและดอกอบเชย ที่ระดับร้อยละ 20   

               ช) เพิ่มความเข้มงวดในการสุ่มตรวจสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างที่ระดับร้อยละ 50 ในถั่วฝักยาว (yardlong beans) จากศรีลังกา

               ซ) เพิ่มความเข้มงวดในการสุ่มตรวจเชื้อซัลโมแนลลา (Salmonella) ที่ระดับร้อยละ 50 ในฮาลวา (tahini/halva) ที่ทำจากเมล็ดงา (sesamum seeds) จากซีเรีย

               ฌ) ปรับลดความเข้มงวดในการสุ่มตรวจเอทิลีนออกไซด์ (ethylene oxide) ที่ระดับร้อยละ 10 ในแซนแทนกัม (xanthan gum) จากจีน

                                                                                                         

              ญ) ปรับลดความเข้มงวดในการสุ่มตรวจอัลฟลาทอกซิน (alflatoxins)  ที่ระดับร้อยละ 30  ในจันทร์เทศ (nutmeg) จากอินโดนีเซีย

             ฎ) สำหรับไทย คือ

                         –  คงมาตรการเดิมในการสุ่มตรวจสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างในพริก (Capsicum) ที่ไม่ใช่พริกหวาน (พริกสด พริกแช่เย็น และพริกแช่แข็ง) ex 07096099/ex 07108059  ที่ระดับร้อยละ 50

                         –  คงมาตราการเดิมในการสุ่มตรวจสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างในเสาวรส (Passiflora ligularis/Passiflora edulis) (ผลสด) ex 08109020 ที่ระดับร้อยละ 10

           (2) ภาคผนวก II (บัญชีเงื่อนไขพิเศษ): ไม่มีการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้                           

           (3) อื่นๆ:

                – กำหนดให้ควรแยกหมายเลขรหัส CN code ของเครื่องเทศ (dried spice) แต่ละชนิดจากอินเดีย อาทิ จันทร์เทศ ดอกจันทร์ กระวาน เมล็ดอนิส บาเดียน ยี่หร่า ผักชี ยี่หร่าฝรั่ง ผลจูนิเปอร์ ขิง หญ้าฝรั่น ขมิ้น ไทม์ ใบกระวาน ผงกะหรี่ และเครื่องเทศอื่นๆ

          2)  ผลบังคับใช้

           กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code