สหภาพยุโรปออกมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงสูง
คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Decision (EU) 2026/1426 ว่าด้วย การปรับแก้ภาคผนวก Implementing Decision (EU) 2023/2447 เกี่ยวกับมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงสูงในประเทศสมาชิกบางประเทศ ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้
1.วัตถุประสงค์: เพื่อกำหนดเขตป้องกัน (protection zones) เขตเฝ้าระวัง (surveillance zones) และเขตควบคุม (restricted zones) ให้มีความเป็นปัจจุบัน สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงสูง (Highly Pathogenic Avian Influenza: HPAI) ในเดือนมิถุนายน 2569 ที่เพิ่มขึ้นในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป จำนวน 2 ประเทศ ได้แก่ (1) เขต Širvintos ประเทศลิทัวเนีย และ (2) เขต Helsingborg ประเทศสวีเดน โดยคำนึงถึงข้อกำหนดสุขภาพสัตว์บก (Terrestrial Animal Health Code) ขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health: WOAH) รายละเอียดปรากฏในภาคผนวก Commission Implementing Decision (EU) 2026/1426
2. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569) เป็นต้นไป ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

สหภาพยุโรปออกมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคฝีดาษในแกะและแพะ (sheep pox and goat pox) ในประเทศบัลแกเรีย
คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Decision (EU) 2026/1408 ว่าด้วย การปรับแก้ Implementing Decision (EU) 2025/1160 เกี่ยวกับการกำหนดมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคฝีดาษในแกะและแพะ (sheep pox and goat pox) ในประเทศบัลแกเรีย สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
- วัตถุประสงค์: คณะกรรมาธิการยุโรปได้รับแจ้งจากทางการบัลแกเรียเกี่ยวกับความล่าช้าของบัลแกเรียในการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคฝีดาษในแกะและแพะ ซึ่งครอบคลุมการระบาด 17 แห่งในเขต Plovdiv คณะกรรมาธิการยุโรปจึงเห็นควรขยายเวลาในการกำหนดเขตป้องกัน (protection zones) เขตเฝ้าระวัง (surveillance zones) และเขตควบคุม (restricted zones) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และการจัดการการระบาดของโรคฝีดาษในแกะและแพะในประเทศบัลแกเรีย รวมถึงห้ามการเคลื่อนย้ายแกะและแพะออกจากประเทศบัลแกเรียไปยังประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 โดยคำนึงถึงข้อกำหนดสุขภาพสัตว์บก (Terrestrial Animal Health Code) ขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health: WOAH)
- กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2569) รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

สหภาพยุโรปออกมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคติดต่อร้ายแรงในสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก (Infection with Peste des Petits Ruminants Virus: PPR) ในประเทศบัลแกเรีย
คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Decision (EU) 2026/1403 ว่าด้วย การปรับแก้ Implementing Decision (EU) 2024/3238 เกี่ยวกับการกำหนดมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคติดต่อร้ายแรงในสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก (Infection with Peste des Petits Ruminants Virus: PPR) ในประเทศบัลแกเรีย ใน Official Journal of the European Union ชุด L สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
- วัตถุประสงค์: เพื่อกำหนดเขตป้องกัน (protection zones) เขตเฝ้าระวัง (surveillance zones) และเขตควบคุม (restricted zones) ให้มีความเป็นปัจจุบัน สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรค PPR เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่เพิ่มขึ้นในเขต Pazardzhik ประเทศบัลแกเรีย รวมถึงห้ามการเคลื่อนย้ายแกะและแพะออกจากประเทศบัลแกเรียไปยังประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 โดยคำนึงถึงข้อกำหนดสุขภาพสัตว์บก (Terrestrial Animal Health Code) ขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health: WOAH)
- กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2569)
- โดยรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

สหภาพยุโรปปรับแก้บัญชีรายชื่อหน่วยงานเอกชน (Control Body) ในประเทศที่สามที่ได้รับการยอมรับให้ดำเนินการรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรป
คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2026/1398 ว่าด้วย การปรับแก้ Implementing Regulation (EU) 2021/1378 เกี่ยวกับการยอมรับ (recognition) หน่วยงานเอกชน (Control Body: CB) ที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ใน EU Official Journal L series โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. ภาคผนวก 1: การปรับบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่มีระบบการผลิตและการตรวจสอบสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เท่าเทียมกับสหภาพยุโรป (ไม่มีการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้)
2. ภาคผนวก 2: การปรับบัญชีรายชื่อหน่วยงานเอกชน (Control Body: CB) ที่ได้รับอนุญาตจากสหภาพยุโรปให้เป็นหน่วยงานรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ตามมาตรา 46 Regulation (EU) 2018/848 ดังนี้
2.1 การขึ้นทะเบียน CB รายใหม่ จำนวน 6 ราย ได้แก่
1) Baltic Testing India Private Limited
2) KAYOS ULUSLARARASI SERTİFİKASYON VE DENETİM HİZMETLERİ LİMİTED ŞİRKETİ
3) LETIS AUDIT & CERTIFICATION S.A.
4) MS Agroland Services Private Limited
5) VCERT QUALITY CERTIFICATION PRIVATE LIMITED
6) ZENITH CERTIFICATIONS PRIVATE LIMITED
2.2 การเพิ่มการขยายการรับรองสินค้ากลุ่มใหม่ให้แก่ CB จำนวน 11 ราย ได้แก่
1) bio.inspecta AG
2) Control Union Certifications B.V.
3) Florida Certified Organic Growers and Consumers, Inc. (FOG)
4) DBA as Quality Certification Services (QCS)
5) IBD Certificações Ltda
6) IMOcert Latinoamérica Ltda.
7) IMO Control Private Limited
8) INDOCERT
9) Lacon Quality Certification Private Limited
10) ONECERT INTERNATIONAL PRIVATE LIMITED
11) Organizacion Internacional Agropecuaria S.A.
3. ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย พบว่า จากหน่วยงานรับรองเอกชน (CB) ที่ได้รับอนุญาตทั้งหมด 17 ราย มีจำนวน 5 ราย ที่ให้การรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยเพื่อส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ได้แก่
– bio.inspecta AG โดยให้การรับรองสินค้าอินทรีย์กลุ่ม A, B, D, E และ G
– Control Union Certifications B.V. โดยให้การรับรองสินค้าอินทรีย์กลุ่ม A, B, C, D, E, F และ G
– IMO Control Private Limited โดยให้การรับรองสินค้าอินทรีย์กลุ่ม A, D และ G
– ONECERT INTERNATIONAL PRIVATE LIMITED โดยให้การรับรองสินค้าอินทรีย์กลุ่ม A, D และ G
– ZENITH CERTIFICATIONS PRIVATE LIMITED โดยให้การรับรองสินค้าอินทรีย์กลุ่ม A, D, E และ G
4. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 3 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศในวันที่ 26 มิถุนายน 2569) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

———
อ้างถึง Commission Implementing Regulation (EU) 2021/1378 Annex II สหภาพยุโรปจัดประเภทกลุ่มสินค้าอินทรีย์ ดังนี้
สินค้ากลุ่ม A: Unprocessed plants and plant products, including seeds and other plant reproductive material
สินค้ากลุ่ม B: Livestock and unprocessed livestock products
สินค้ากลุ่ม C: Algae and unprocessed aquaculture products
สินค้ากลุ่ม D: Processed agricultural products, including aquaculture products, for use as food
สินค้ากลุ่ม E: Feed
สินค้ากลุ่ม F: Wines
สินค้ากลุ่ม G: Other products listed in Annex I to Regulation (EU) 2018/848 ( — Yeasts used as food or feed, — maté, sweetcorn, vine leaves, palm hearts, hop shoots, and other similar edible parts of plants and products produced therefrom, — sea salt and other salts for food and feed, — silkworm cocoon suitable for reeling, — natural gums and resins, — beeswax, — essential oils, — cork stoppers of natural cork, not agglomerated, and without any binding substances, — cotton, not carded or combed, — wool, not carded or combed, — raw hides and untreated skins, — plant-based traditional herbal preparations) or not covered by the previous categories.
สหภาพยุโรปออกข้อแนะนำในการเฝ้าระวังการปนเปื้อนของเพอร์ฟลูออโรอัลคิล (perfluoroalkyl: PFAS) ในอาหารสัตว์
คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศ Commission Recommendation (EU) 2026/1307 ว่าด้วย ข้อแนะนำในการเฝ้าระวังการปนเปื้อนของเพอร์ฟลูออโรอัลคิล (perfluoroalkyl: PFAS) ในอาหารสัตว์ (feed) ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. เนื่องจากหน่วยงานความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority : EFSA) ได้แจ้งว่า มีการตรวจพบการปนเปื้อนของเพอร์ฟลูออโรอัลคิล (perfluoroalkyl: PFAS) ในดิน (soil) ที่สัตว์หากินอาหารและในน้ำดื่มของสัตว์
2. คณะกรรมาธิการยุโรปจึงเห็นควรให้ประเทศสมาชิกฯ ทำการสุ่มตัวอย่างดินและน้ำดื่มสัตว์ที่ผลิตเป็นอาหาร เพื่อเฝ้าระวังการปนเปื้อนของเพอร์ฟลูออโรอัลคิล โดยให้ครอบคลุมถึงการเฝ้าระวังในอาหารสัตว์ อาทิ อาหารสัตว์จากปลา/สัตว์น้ำเพาะเลี้ยงอื่นๆ และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์น้ำนั้นๆ ที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ ผงสาหร่ายทะเล วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ได้จากสาหร่ายทะเล อาหารสัตว์ที่มีแร่ธาตุเป็นส่วนประกอบ หญ้าแห้ง หญ้าหมัก หญ้าสด อาหารสัตว์ชนิดเหลว อาหารสัตว์ผสมที่มีปลา/สัตว์น้ำเพาะเลี้ยงอื่นๆ และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์น้ำนั้นๆ และ/หรือ ผงสาหร่ายทะเล และวัตถุดิบอาหารสัตว์จากสาหร่ายทะเล
3. ทั้งนี้ กำหนดให้การสุ่มตรวจตัวอย่างต้องเป็นไปตามข้อกำหนด Commission Regulation (EC) No 152/2009 โดยกำหนดค่าขีดจำกัดการตรวจวัด (LOQ) ที่ระดับต่ำกว่าหรือเท่ากับ 0,1 ไมโครกรัม/กิโลกรัม สำหรับการหาปริมาณเพอร์ฟลูออโรอัลคิลแต่ละชนิดในอาหารสัตว์
4. โดยกำหนดให้ประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรปต้องส่งมอบผลการสุ่มตรวจหาเพอร์ฟลูออโรอัลคิลในอาหารสัตว์ ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2571 ตามแบบฟอร์มการส่งมอบที่ EFSA กำหนดไว้ใน “Guidance on standard Sample Description (SSD2) for Food and Feed” และ “EFSA’s additional specific reporting requirements”
5. ทั้งนี้ รายละเอียดของข้อแนะนำดังกล่าวสามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

สหภาพยุโรปต่ออนุญาตสารเสริมในอาหารสัตว์
Commission Implementing Regulation (EU) 2026/1150 ว่าด้วย การต่ออนุญาตให้ neohesperidine dihydrochalcone เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้
คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบต่อการอนุญาตให้ neohesperidine dihydrochalcone เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มสารเสริมทางประสาทสัมผัส (sensory additives) โดยมีหน้าที่เป็นสารแต่งกลิ่น (flavouring compounds) และอนุญาตให้ใช้กับสัตว์ทุกชนิด เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2579 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน
คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดปริมาณการใช้งานขั้นสูงสุดที่ปริมาณ 35 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน ดังนี้
(ก) สาร neohesperidine dihydrochalcone ที่เคยได้รับอนุญาตโดย Implementing Regulation (EU) 2015/264 และสารผสมล่วงหน้า (premixture) ที่มีส่วนประกอบของ neohesperidine dihydrochalcone สำหรับลูกสุกร สุกรเพื่อขุนน ลูกวัว แกะ ปลา และสุนัข ที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 18 ธันวาคม 2569 โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบฉบับเดิมก่อนวันที่ 18 มิถุนายน 2569 สามารถวางจำหน่ายและใช้ได้จนกว่าสินค้าจะหมดไปจากคลังสินค้า
(ข) อาหารสัตว์ผสม (compound feeds) และวัตถุดิบอาหารสัตว์ (feed materials) ที่ใช้สำหรับสัตว์ที่ผลิตเพื่อเป็นอาหาร ที่มีส่วนประกอบของ neohesperidine dihydrochalcone ที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 18 มิถุนายน 2570 โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบฉบับเดิมก่อนวันที่ 18 มิถุนายน 2569 สามารถวางจำหน่ายและใช้ได้จนกว่าสินค้าจะหมดไปจากคลังสินค้า
(ค) อาหารสัตว์ผสม (compound feeds) และวัตถุดิบอาหารสัตว์ (feed materials) ที่ไม่ใช้สำหรับสัตว์ที่ผลิตเพื่อเป็นอาหาร ที่มีส่วนประกอบของ neohesperidine dihydrochalcone ที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 18 มิถุนายน 2571 โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบฉบับเดิมก่อนวันที่ 18 มิถุนายน 2569 สามารถวางจำหน่ายและใช้ได้จนกว่าสินค้าจะหมดไปจากคลังสินค้า
กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

สหภาพยุโรปออกมาตรการควบคุมพิเศษในกรณีการระบาดของโรคอหิวาห์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) ในประเทศสมาชิก
คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2026/1409 ว่าด้วย การปรับแก้ภาคผนวก I และ II Implementing Regulation (EU) 2023/594 เกี่ยวกับการกำหนดมาตรการควบคุมพิเศษในกรณีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) ในประเทศสมาชิก ใน Official Journal of the European Union ชุด L โดยมีรายละเอียดดังนี้
- วัตถุประสงค์: เพื่อกำหนดเขตควบคุม (restricted zones) ให้มีความเป็นปัจจุบันสอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในประเทศสมาชิก โดยคำนึงถึงข้อกำหนดสุขภาพสัตว์บก (Terrestrial Animal Health Code) ขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health: WOAH)
- ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง: จากการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 5 ประเทศ ได้แก่ (1) เขต Virovitičko- podravska และเขต Osječko-baranjska ประเทศโครเอเชีย (2) เขต North Rhine-Westphalia ประเทศเยอรมนี (3) เขต Szabolcs-Szatmár- Bereg ประเทศฮังการี (4) เขต Piedmont ประเทศอิตาลี (5) เขต Podkarpackie เขต Kujawsko- Pomorskie และเขต Wielkopolskie ประเทศโปแลนด์ และสถานการณ์ควบคุมการระบาดที่ดีขึ้นตามลำดับในบางเขตประเทศสมาชิกฯ อาทิ ลัตเวีย ลิทัวเนีย โปแลนด์ และสโลวาเกีย คณะกรรมาธิการยุโรปจึงเห็นควรปรับพื้นที่เขตควบคุม (restricted zones) ให้สอดคล้องกับการระบาดและการปลอดของโรค ASF ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ตามปรากฏในภาคผนวกของ Commission Implementing Regulation (EU) 2026/1409
- กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 1 วันหลังจากวันที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2569) รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

สหภาพยุโรปออกมาตรการฉุกเฉินชั่วคราวในกรณีการระบาดของโรคติดต่อร้ายแรงในสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก (Infection with Peste des Petits Ruminants Virus: PPR) ในประเทศโครเอเชีย
คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Decision (EU) 2026/1389 ว่าด้วย การกำหนดมาตรการฉุกเฉินในกรณีการระบาดของโรคติดต่อร้ายแรงในสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็กในประเทศโครเอเชีย ใน Official Journal of the European Union ชุด L สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
วัตถุประสงค์: จากการระบาดของโรคติดต่อร้ายแรงในสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก (Infection with Peste des Petits Ruminants Virus: PPR) เมื่อวันที่ 11-12 มิถุนาคม 2569 ในเขต Bjelovarska-Bilogorska ประเทศโครเอเชีย คณะกรรมาธิการยุโรปจึงเห็นควรกำหนดเขตป้องกัน (protection zones) และเขตเฝ้าระวัง (surveillance zones) ให้มีความเป็นปัจจุบัน สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรค PPR รวมถึงห้ามการเคลื่อนย้ายแกะและแพะออกจากประเทศโครเอเชียไปยังประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยคำนึงถึงข้อกำหนดสุขภาพสัตว์บก (Terrestrial Animal Health Code) ขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health: WOAH)
กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2569) รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวสามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code

สหภาพยุโรปปรับปริมาณสารตกค้างสูงสุด (MRLs) ของสารกำจัดศัตรูพืช fenpyrazamine
Commission Regulation (EU) 2026/1339 ว่าด้วย การปรับแก้ Commission Regulation (EC) No 396/2005 เกี่ยวกับปริมาณสารตกค้างสูงสุด (MRLs) ของสารกำจัดศัตรูพืช fenpyrazamine ในสินค้าพืชและสัตว์ ใน Official Journal of the European Union ชุด L ดังนี้
- เนื่องด้วย Regulation (EU) 2019/977 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 ได้ปรับแก้ Regulation (EC) No 396/2005 เพื่อกำหนดค่า MRL ของสาร fenpyrazamine ตามค่าปริมาณสารตกค้างสูงสุดของ Codex (CXLs) สำหรับพืชบางชนิด อย่างไรก็ตาม ค่า MRL ที่กำหนดไว้ใน Regulation (EC) No 396/2005 ซึ่งแก้ไขโดย Regulation (EU) 2019/977 ได้ถูกแทนที่ด้วยค่า MRL ที่กำหนดไว้ใน Regulation (EU) 2019/90 ซึ่งแม้ว่าจะได้รับการอนุมัติก่อน Regulation (EU) 2019/977 แต่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2562 ทั้งนี้ จากความผิดพลาดในการลำดับวันที่บังคับใช้ของ Regulations ทั้ง 2 ฉบับ (Regulation (EU) 2019/90 และ Regulation (EU) 2019/977) คณะกรรมาธิการยุโรปจึงเห็นควรปรับปริมาณสารตกค้างสูงสุด (MRLs) ของสาร fenpyrazamine ในสินค้าพืชและสัตว์ให้ถูกต้องใหม่ ตามปรากฏในภาคผนวก Commission Regulation (EU) 2026/1339 นี้
- กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วันหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2569) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวสามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก QR code


