free page hit counter

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Office of Agricultural Affairs | Royal Thai Embassy, Brussels
HomePolicyพัฒนาการและแนวโน้มภาคเกษตรของสหภาพยุโรปตามรายงาน EU Agricultural Outlook 2025–2035

พัฒนาการและแนวโน้มภาคเกษตรของสหภาพยุโรปตามรายงาน EU Agricultural Outlook 2025–2035

จากรายงาน EU Agricultural Outlook 2025–2035 ซึ่งเป็นรายงานประจำปีของคณะกรรมาธิการยุโรป DG Agriculture and Rural Development (DG-AGRI) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

1. วัตถุประสงค์ของเอกสาร: รายงานฉบับนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง DG AGRI และศูนย์วิจัยร่วมประจำสหภาพยุโรป (Joint Research Centre: JRC) เพื่อประเมินแนวโน้มของตลาดเกษตรกรรม รายได้เกษตรกร และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของภาคเกษตรสหภาพยุโรปในอีกสิบปีข้างหน้า ทั้งนี้ รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการกำหนดนโยบาย การวิเคราะห์ผลกระทบ และการพิจารณาประเด็นด้านการค้าในอนาคต โดยไม่ถือเป็นการคาดการณ์เชิงพยากรณ์โดยตรง

2. สมมติฐานหลักด้านเศรษฐกิจมหภาคและการค้า: รายงานประเมินว่าเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปมีแนวโน้มเติบโตในระดับปานกลาง โดยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะกลาง (ตามกรอบการประเมินของสหภาพยุโรป) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 1.4 ต่อปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มทรงตัวใกล้ระดับร้อยละ 2 ค่าเงินยูโรคาดว่าจะปรับเข้าสู่ระดับประมาณ 1.13 ดอลลาร์สหรัฐต่อยูโร ภายในปี ค.ศ. 2035 ในด้านพลังงาน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ถูกปรับสมมติฐานลดลงเมื่อเทียบกับรายงานฉบับก่อนหน้า โดยอยู่ที่ประมาณ 84 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะเดียวกันการเติบโตของประชากรโลกมีแนวโน้มชะลอตัว และประชากรของสหภาพยุโรปลดลงเล็กน้อย ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มของอุปสงค์อาหารในระยะยาว ทั้งนี้ การค้าสินค้าเกษตรโลกมีการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นพื้นฐาน (เช่น ธัญพืช พืชน้ำมันและพืชโปรตีน น้ำตาล และเนื้อสัตว์) ขณะที่สหภาพยุโรปยังคงมีบทบาทสำคัญในตลาดสินค้ามูลค่าสูง (เช่น ชีส น้ำมันมะกอก และอาหารเพื่อสุขภาพ)

3. ภาพรวมแนวโน้มภาคเกษตรของสหภาพยุโรป: ภาคเกษตรของสหภาพยุโรปยังคงรักษาระดับความพอเพียงด้านอาหาร (food self-sufficiency level) ในสินค้าหลัก อาทิ ธัญพืช เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์นม อย่างไรก็ตาม การเติบโตของผลิตภาพทางการเกษตร (agricultural productivity) มีแนวโน้มชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น และการปรับเข้าสู่ระบบการผลิตที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ในภาพรวมมูลค่าผลผลิตภาคเกษตรของสหภาพยุโรปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้รายได้เกษตรกรต่อหน่วยแรงงานเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาถึงอัตราเงินเฟ้อ และโครงสร้างแรงงานแล้ว พบว่ารายได้สุทธิจริงของฟาร์มขนาดเล็กมีแนวโน้มที่จะลดลง

4. แนวโน้มรายสาขาสำคัญ: (1) ภาคพืชไร่และธัญพืช รายงานระบุว่าพื้นที่เพาะปลูกโดยรวมมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย แต่ผลผลิตยังทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการพัฒนาผลผลิตต่อไร่ โดยสหภาพยุโรปยังคงเป็นผู้ส่งออกสุทธิข้าวสาลี ในส่วนพืชน้ำมันและพืชโปรตีน การผลิตถั่วเหลือง พืชตระกูลถั่ว และทานตะวันของสหภาพยุโรปมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้สหภาพยุโรปมีแนวโน้มพึ่งพาการนำเข้าที่ลดลง (2) ภาคปศุสัตว์ การผลิตเนื้อวัว เนื้อสุกร และเนื้อแกะมีแนวโน้มลดลง ขณะที่เนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์นมมีแนวโน้มขยายตัว โดยเฉพาะสินค้าแปรรูปมูลค่าสูง เช่น ชีส และเวย์ (3) พืชเฉพาะทาง น้ำมันมะกอกและผลไม้บางชนิดยังคงเป็นจุดแข็งด้านการส่งออกของสหภาพยุโรป ขณะที่การบริโภคไวน์ภายในสหภาพยุโรปมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

5. การค้า ความสามารถในการแข่งขัน และความมั่นคงทางอาหาร: สหภาพยุโรปเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดสินค้าเกษตรขั้นพื้นฐาน เช่น น้ำตาล เนื้อวัว และเนื้อสุกร อย่างไรก็ตาม สหภาพยุโรปยังคงได้เปรียบในการส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เช่น ชีส ผลิตภัณฑ์นมเฉพาะทาง และน้ำมันมะกอก ทั้งนี้ การค้าเกษตรยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของสหภาพยุโรปและของโลก ทั้งในฐานะแหล่งนำเข้าปัจจัยการผลิตและในฐานะผู้ส่งออกอาหารสู่ตลาดโลก

6. ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน: รายงานประเมินว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรของสหภาพยุโรปมีแนวโน้มลดลง จากการลดจำนวนสัตว์เคี้ยวเอื้องและการปรับระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การใช้สารกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยมีแนวโน้มลดลง ขณะที่พื้นที่เกษตรโดยรวมลดลงเล็กน้อย และพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นตามนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ดี ความหลากหลายของพืชปลูกโดยรวมอาจลดลงเล็กน้อยในบางภูมิภาค

7. ประเด็นที่อาจเกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย:

  7.1 การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดสินค้าเกษตรขั้นพื้นฐาน: สหภาพยุโรปมีแนวโน้มเพิ่มความพอเพียงด้านอาหารในสินค้าหลัก ขณะที่การค้าเกษตรโลกชะลอตัว ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดสินค้าเกษตรขั้นพื้นฐาน เช่น ข้าว ธัญพืช อาหารสัตว์ (ธัญพืช/กากพืชน้ำมัน) และน้ำตาล ทวีความรุนแรงมากขึ้น และอาจจะจำกัดโอกาสทางการตลาดของประเทศผู้ส่งออกนอกสหภาพยุโรป (รวมถึงประเทศไทย)

  7.2 การปรับโครงสร้างตลาดสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงและอาหารแปรรูป: สหภาพยุโรปมุ่งเน้นการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรและอาหารมูลค่าเพิ่มสูง ทำให้สินค้าเกษตรสดหรือกึ่งแปรรูปเผชิญแรงกดดันด้านราคาและมาตรฐาน สะท้อนความจำเป็นที่ผู้ส่งออกไทยต้องยกระดับการแปรรูป คุณภาพ และการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้า

  7.3 มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ต้นทุน และความยั่งยืนที่เข้มงวดขึ้น: การบูรณาการนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป รวมถึงกฎระเบียบสินค้าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) และกลไกด้านคาร์บอน (CBAM) อาจกระทบโครงสร้างต้นทุนและการนำเข้าสินค้าเกษตร โดยสินค้าจากประเทศคู่ค้าจะถูกพิจารณาเข้มงวดมากขึ้นในด้านการตรวจสอบย้อนกลับ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ และความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทานการผลิต

  7.4 แนวโน้มการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงและโอกาสในตลาดเฉพาะกลุ่ม: ผู้บริโภคในสหภาพยุโรปมีแนวโน้มลดการบริโภคเนื้อแดง และเพิ่มความต้องการอาหารเพื่อสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับโภชนาการและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำหรับสินค้าเกษตรไทยในตลาดเฉพาะกลุ่ม จึงควรยกระดับการผลิตสินค้าของไทยให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานสหภาพยุโรปที่เกี่ยวข้องได้อย่างครบถ้วน

ทั้งนี้ ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสืบค้นได้ที่

https://webgate.ec.europa.eu/circabc-ewpp/d/d/workspace/SpacesStore/e4c347aa-1303-44c5-868a-d63e2f46c185/download