ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 สหภาพยุโรปได้มีความเคลื่อนไหวเชิงนโยบายที่สำคัญกับสองประเทศคู่ค้าหลัก ได้แก่ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และสาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งสะท้อนทิศทางการดำเนินนโยบายการค้าของสหภาพยุโรปที่ให้ความสำคัญกับการใช้ความตกลงการค้าเสรีควบคู่กับกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ สรุปดังนี้
1. พัฒนาการด้านการค้าระหว่างสหภาพยุโรปกับเวียดนาม
1.1 ความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างสหภาพยุโรปกับเวียดนามมีพื้นฐานสำคัญจากความตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปกับเวียดนาม (EU–Viet Nam Free Trade Agreement หรือ EVFTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2563 โดยภายใต้ EVFTA ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงเปิดตลาดสินค้าและบริการอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยยังคงมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
1.2 ในมิติของสินค้าเกษตร EVFTA ได้เอื้อให้สินค้าเกษตรและอาหารของเวียดนามหลายรายการสามารถเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรปได้ดีขึ้น อาทิ กาแฟ ชา โกโก้ ผลไม้และผักเขตร้อนบางชนิด ตลอดจนสินค้าเกษตรแปรรูปและผลิตภัณฑ์ประมง โดยเฉพาะสินค้าที่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดด้าน SPS และมาตรฐานความยั่งยืนของสหภาพยุโรป รวมทั้งความตกลงฯ ดังกล่าวยังส่งเสริมการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications หรือ GI) ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าและภาพลักษณ์ของสินค้าเกษตรเวียดนามในตลาดยุโรป
1.3 อย่างไรก็ดี ภายใต้ความตกลง EVFTA ได้มีการกำหนดให้สินค้าเกษตรบางรายการเป็นสินค้าอ่อนไหว โดยใช้มาตรการโควตาหรือการเปิดตลาดแบบจำกัด เพื่อคุ้มครองภาคเกษตรภายในของตน สินค้าดังกล่าว ได้แก่ ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว น้ำตาลและผลิตภัณฑ์ความหวาน ไข่และผลิตภัณฑ์จากไข่ กระเทียม เห็ด มันสำปะหลัง และสินค้าเกษตรพื้นฐานบางประเภท ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้ในการรักษาสมดุลระหว่างการเปิดตลาดกับการปกป้องเกษตรกรภายในประเทศ
1.4 ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 สหภาพยุโรปและเวียดนามได้ออก Joint Statement ว่าด้วยการยกระดับความสัมพันธ์เป็น Comprehensive Strategic Partnership ซึ่งเป็นการยกระดับกรอบความสัมพันธ์จากความร่วมมือทางการค้า ไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว โดยยืนยันให้ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนเป็นรากฐานหลักของการเติบโตที่ยั่งยืนและครอบคลุมของทั้งสองฝ่าย และให้ EVFTA ทำหน้าที่เป็นกลไกเชิงโครงสร้างในการขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าว
1.5 นอกจากนี้ ภายใต้ Joint Statement ฉบับนี้ยังได้ให้ความสำคัญอย่างชัดเจนต่อการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน โดยระบุความร่วมมือด้านการประมงที่รับผิดชอบ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนการแก้ไขปัญหามลพิษทางทะเล นอกจากนี้ ยังมีการระบุถึงความพยายามของเวียดนามในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU fishing) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการเข้าถึงตลาดสินค้าประมงของสหภาพยุโรป และเป็นส่วนหนึ่งของการบูรณาการภาคประมงเวียดนามเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลที่ยั่งยืนในระดับสากล
2. พัฒนาการด้านการค้าระหว่างสหภาพยุโรปกับอินเดีย
2.1 ในส่วนของสหภาพยุโรปและอินเดีย เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ได้มีการจัดการประชุม EU-India Summit ณ กรุงนิวเดลี และได้มีการออก Joint Statement ว่าด้วยการเยือนอย่างเป็นทางการและทิศทางความร่วมมือในอนาคต โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายยืนยันความตั้งใจในการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ และเน้นบทบาทของความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า โดยสาระสำคัญด้านการค้า คือ การบรรลุผลการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างอินเดียกับสหภาพยุโรป (India–EU FTA) ซึ่งทั้งสองฝ่ายระบุว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ และมุ่งหวังให้ FTA ฉบับนี้ช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุน เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานที่หลากหลาย และสนับสนุนการเติบโตที่ยั่งยืนและครอบคลุม
2.2 สาระสำคัญของ India–EU FTA ในมิติสินค้าเกษตร คือ การเปิดตลาดและอำนวยความสะดวกทางการค้าสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเครื่องเทศ ชา กาแฟ และอาหารแปรรูป ซึ่งอินเดียมีความสามารถในการแข่งขันและมีอัตลักษณ์เฉพาะ ขณะเดียวกัน ความตกลงดังกล่าวยังมุ่งเชื่อมโยงการค้าเข้ากับประเด็นความยั่งยืน ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานอาหาร และการพัฒนาอย่างครอบคลุม ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายการค้าระยะยาวของสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม ในการเจรจา India–EU FTA ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงเกี่ยวกับรายการสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวสูงไว้ โดยไม่นำเข้าสู่การเปิดการค้าเสรีเต็มรูปแบบ เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม ข้าวและธัญพืชหลัก น้ำตาล และเนื้อสัตว์บางประเภท การกำหนดข้อยกเว้นดังกล่าวชี้ให้ความสำคัญของความมั่นคงทางอาหาร การคุ้มครองเกษตรกรรายย่อย และเสถียรภาพของภาคเกษตรภายในประเทศของทั้งสองฝ่าย
2.3 นอกจากนี้ ภายใต้ Joint Statement ทั้งสองฝ่ายยังแสดงเจตนารมณ์ในการเร่งรัดการจัดทำความตกลงด้านการคุ้มครองการลงทุน (Investment Protection Agreement) และความตกลงด้านสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ตลอดจนการใช้กรอบความร่วมมือใหม่ภายใต้ India–EU Joint Comprehensive Strategic Agenda Towards 2030 เพื่อขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี นวัตกรรม พลังงานสะอาด และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการกล่าวถึงความร่วมมือในภาคเกษตรและระบบอาหารที่ยั่งยืนภายใต้กรอบการพัฒนาและความมั่นคงทางอาหารในภาพรวม

