ด้วย เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป ได้เห็นชอบให้มีการลงนามความตกลงหุ้นส่วนและการค้า EU–Mercosur Partnership Agreement หรือ EMPA และความตกลงการค้าชั่วคราว Interim Trade Agreement หรือ iTA ระหว่างสหภาพยุโรป (EU) กับกลุ่มตลาดร่วมในทวีปอเมริกาใต้ หรือ Mercosur ซึ่งมีพัฒนาการความตกลง EU–Mercosur Partnership Agreement และประเด็นผลกระทบที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. ความเป็นมาและพัฒนาการล่าสุด: EU และกลุ่มตลาดร่วมอเมริกาใต้ หรือ Mercosur (ประกอบด้วย อาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย และอุรุกวัย) ได้บรรลุความตกลงหุ้นส่วน EU–Mercosur หรือ EMPA เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2567 ภายหลังการเจรจายาวนานกว่า 25 ปี และเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 คณะมนตรียุโรปได้อนุมัติให้ลงนาม พร้อมจัดทำความตกลงการค้าชั่วคราว หรือ iTA เพื่อเริ่มเปิดเสรีการค้าและการลงทุนเป็นการชั่วคราวก่อนที่ EMPA จะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ
2 สาระสำคัญของความตกลง (EMPA และ iTA): EMPA เป็นความตกลงแบบครอบคลุมความร่วมมือทางการเมือง การพัฒนาอย่างยั่งยืน สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และการค้า ขณะที่ iTA มุ่งเน้นเฉพาะการลดภาษีศุลกากรและการเปิดตลาดสินค้า บริการ และการลงทุน โดย iTA เป็นความตกลงที่อยู่ในอำนาจเฉพาะ (exclusive competence) ของสหภาพยุโรป จึงสามารถนำไปดำเนินการใช้ชั่วคราวได้ ส่วน EMPA เป็นความตกลงที่ต้องผ่านการให้สัตยาบันของประเทศสมาชิก EU ทุกประเทศก่อนมีผลใช้บังคับเต็มรูปแบบ
3. ผลกระทบ: ความตกลง EU–Mercosur จะเพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าเกษตรของกลุ่มประเทศ Mercosur เข้าสู่ตลาด EU โดยเฉพาะเนื้อวัว เนื้อสัตว์ปีก น้ำตาล เอทานอล และธัญพืช ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวต่อเกษตรกรยุโรป ทาง EU จึงกำหนดโควตาภาษีและมาตรการป้องกันพิเศษ เพื่อจำกัดปริมาณนำเข้าและสามารถพิจารณาระงับสิทธิพิเศษทางภาษีได้ หากการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อราคาหรือรายได้เกษตรกรในประเทศสมาชิกอียู ในขณะเดียวกัน EU ก็มีโอกาสในการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป อาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์นมไปยังตลาด Mercosur รวมทั้งการส่งเสริมมาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช และสวัสดิภาพสัตว์ในห่วงโซ่อุปทานของการค้าระหว่างสองภูมิภาค นอกจากผลกระทบด้านสินค้าเกษตรแล้ว ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในหัวข้อถกเถียงหลัก โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับความตกลงฯ มองว่าการค้าอาจกระตุ้นให้มีการขยายพื้นที่เกษตรในอเมริกาใต้และเพิ่มความเสี่ยงการตัดไม้ทำลายป่าและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยทาง EU ได้จัดทำ joint instrument รวมทั้งมีการดำเนินมาตรการภายในอย่างกฎหมาย EUDR และการตรวจสอบแหล่งที่มาสินค้านำเข้าเพื่อบรรเทาความเสี่ยงของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้น
4. ขั้นตอนทางกฎหมายในระยะต่อไป: ภายหลังคณะมนตรียุโรปเห็นชอบให้มีการลงนาม ความตกลง EU–Mercosur แล้ว ขั้นตอนทางกฎหมายต่อไปของสหภาพยุโรป จะเริ่มจากการพิจารณาให้ความเห็นชอบของรัฐสภายุโรป จากนั้นในส่วนของความตกลง EMPA ซึ่งเป็นความตกลงแบบผสมจะต้องผ่านกระบวนการให้สัตยาบันของประเทศสมาชิกทุกรัฐตามขั้นตอนภายในของแต่ละประเทศก่อน จึงจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ ขณะที่ความตกลงการค้าชั่วคราว iTA ซึ่งอยู่ในอำนาจเฉพาะของสหภาพยุโรปสามารถนำไปใช้เป็นการชั่วคราวได้ระหว่างรอการให้สัตยาบันดังกล่าว และเมื่อ EMPA มีผลใช้บังคับครบถ้วนแล้ว iTA จะสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ
5. ปัจจุบัน ความตกลง EU–Mercosur เป็นประเด็นอ่อนไหวและได้รับความสนใจอย่างมากในสหภาพยุโรป โดยเฉพาะจากภาคเกษตรและประเทศสมาชิกบางประเทศที่กังวลว่าสินค้าเกษตรต้นทุนต่ำจากประเทศที่สาม ซึ่งมีมาตรฐานด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมที่อาจจะไม่เข้มงวดสูงเท่าสหภาพยุโรป เข้ามาแข่งขันในตลาดอียูได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้อียูมีแนวโน้มจะใช้มาตรการกำกับดูแลด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) อย่างเข้มงวดยิ่งขึ้นเพื่อปกป้องตลาดภายใน ซึ่งจะส่งผลให้การตรวจควบคุมสินค้านำเข้าจากประเทศที่สามเข้มงวดมากขึ้นในภาพรวม และอาจมีผลกระทบต่อสินค้าเกษตรจากประเทศไทยด้วย

