free page hit counter

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Office of Agricultural Affairs | Royal Thai Embassy, Brussels
Home Blog Page 147

สหภาพยุโรปปรับแก้ไขค่าตกค้างสูงสุด (MLs) ของสาร 3-monochloropropanediol (3-MCPD)

คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศ Commission Regulation (EU) 2020/1322 ว่าด้วย การกำหนด ค่าตกค้างสูงสุด (MLs) ของสาร 3-monochloropropanediol (3-MCPD) สาร 3-MCPD fatty acid esters และสาร glycidyl fatty acid esters ในอาหารบางประเภท ใน EU Official Journal L 310/2 สรุปสาระสำคัญดังนี้

  1. คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นควรแก้ไขค่าตกค้างสูงสุด (MLs) ของสาร 3-MCPD สาร 3-MCPD fatty acid esters และสาร glycidyl fatty acid esters ในอาหารสำหรับกลุ่มผู้บริโภค (ทารกและเด็กเล็ก) ที่อาจได้รับสารดังกล่าวเกินกว่าค่าปนเปื้อนสูงสุดที่ร่างกายได้รับต่อวัน โดยไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ (Tolerable Daily Intake : TDI) ดังนี้
    1. สาร glycidyl fatty acid esters
      1. น้ำมันพืชและไขมัน น้ำมันปลาและน้ำมันจากสิ่งมีชีวิตทางทะเลอื่น ๆ ที่วางจำหน่ายในตลาดให้ผู้บริโภคคนสุดท้าย (final consumer) หรือที่นำมาใช้เป็นส่วนประกอบอาหาร ยกเว้นอาหารที่ระบุใน Regulation (EC) No 1881/2006 ภาคผนวก ข้อ 4.2.2 และน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ที่ระดับ 1,000 ไมโครกรัม/กิโลกรัม
      2. น้ำมันพืชและไขมัน น้ำมันปลาและน้ำมันจากสิ่งมีชีวิตทางทะเลอื่น ๆ เพื่อใช้ผลิตอาหารทารกและอาหารแปรรูปที่ทำมาจากธัญพืชสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก ที่ระดับ 500 ไมโครกรัม/กิโลกรัม
      3. นมผงสำหรับทารก นมผงสูตรต่อเนื่อง และอาหารที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะทางการแพทย์สำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก และนมสำหรับเด็กเล็ก (ชนิดผง) ที่ระดับ 50 ไมโครกรัม/กิโลกรั
      4. นมผงสำหรับทารก นมผงสูตรต่อเนื่อง และอาหารที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะทางการแพทย์สำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก และนมสำหรับเด็กเล็ก (ชนิดเหลว) ที่ระดับ 6.0 ไมโครกรัม/กิโลกรัม
    2. สาร 3-monochloropropanediol (3-MCPD) และสาร 3-MCPD fatty acid esters
      1. น้ำมันพืชและไขมัน น้ำมันปลาและน้ำมันจากสิ่งมีชีวิตทางทะเลอื่น ๆ ที่วางจำหน่ายในตลาดให้ผู้บริโภคคนสุดท้าย (final consumer) หรือที่นำมาใช้เป็นส่วนประกอบอาหารที่จัดอยู่ภายใต้ประเภทน้ำมันดังนี้ (ยกเว้นอาหารที่ระบุใน Regulation (EC) No 1881/2006 ภาคผนวก ข้อ 4.3.2 และน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์)
        • (ก) น้ำมันและไขมันจากมะพร้าว ข้าวโพด เรพซีด ดอกทานตะวัน ถั่วเหลือง เมล็ดปาล์ม และน้ำมันมะกอก (ที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะกอกสกัดและน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์) และส่วนผสมของน้ำมันและไขมันจากน้ำมันและไขมันจัดอยู่ในประเภทเดียวกัน ที่ระดับ 1,250 ไมโครกรัม/กิโลกรัม
        • (ข) น้ำมันพืชอื่น ๆ (รวมถึงน้ำมันกากมะกอก) น้ำมันปลา และน้ำมันจากสิ่งมีชีวิตทางทะเลอื่น ๆ และส่วนผสมของน้ำมันและไขมันจากน้ำมันและไขมันที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกัน ที่ระดับ 2,500 ไมโครกรัม/กิโลกรัม
        • (ค) ส่วนผสมของน้ำมันและไขมันจากน้ำมันและไขมันของ (ก) และ (ข) ที่ระดับ – (ยังไม่มีการกำหนด) ไมโครกรัม/กิโลกรัม
      2. น้ำมันพืชและไขมัน น้ำมันปลาและน้ำมันจากสิ่งมีชีวิตทางทะเลอื่น ๆ เพื่อใช้ผลิตอาหารทารก และอาหารที่ทำมาจากธัญพืชแปรรูปสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก ที่ระดับ 750 ไมโครกรัม/กิโลกรัม
      3. นมผงสำหรับทารก นมผงสูตรต่อเนื่อง และอาหารที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะทางการแพทย์สำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก และนมสำหรับเด็กเล็ก (ชนิดผง) ที่ระดับ 125 ไมโครกรัม/กิโลกรัม
      4. นมผงสำหรับทารก นมผงสูตรต่อเนื่อง และอาหารที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะทางการแพทย์สำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก และนมสำหรับเด็กเล็ก (ชนิดเหลว) ที่ระดับ 15 ไมโครกรัม/กิโลกรัม
  2. คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดให้มีช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน ดังนี้
    1. น้ำมันปลา และน้ำมันจากสิ่งมีชีวิตทางทะเลอื่น ๆ ที่ระบุใน Regulation (EC) No 1881/2006 ภาคผนวก ข้อ 4.2.1 และ 4.2.2 และนมผงสูตรต่อเนื่องสำหรับเด็กเล็กที่ระบุใน Regulation (EC) No 1881/2006 ภาคผนวก ข้อ 4.2.3 และ 4.2.4 ที่วางจำหน่ายในตลาดก่อนวันที่ 1 มกราคม 2564 สามารถวางจำหน่ายได้ต่อไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564
    2. สินค้าอาหารที่มีรายชื่ออยู่ใน Regulation (EC) No 1881/2006 ภาคผนวก ข้อ 4.3 ที่วางจำหน่ายในตลาดก่อนวันที่ 1 มกราคม 2564 สามารถวางจำหน่ายได้ไปจนถึงวันหมดอายุของสินค้า
    3. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 24 กันยายน 2563) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้ https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1322&from=EN

สหภาพยุโรปไม่อนุญาตสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช

0

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2020/1281 ว่าด้วย การไม่อนุญาตให้สาร ethametsulfuron-methyl เป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช ใน EU Official Journal L 301/7 โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

  1. คณะกรรมาธิการยุโรปไม่อนุญาตให้สาร ethametsulfuron-methyl เป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช เนื่องจากบริษัทผู้ผลิต FMC Agricultural Solutions A/S ได้ยื่นถอนคำร้องสารดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 เว้นแต่จะมีการยื่นขอให้พิจารณาการใช้สารดังกล่าวอีกครั้ง
  2. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศในวันที่ 15 กันยายน 2563) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้

https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1281&from=EN

สหภาพยุโรปอนุญาตสารเสริมในอาหารสัตว์

  1. Commission Implementing Regulation (EU) 2020/1363 ว่าด้วย การอนุญาตให้ Bacillus amyloliquefaciens DSM 25840 เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน EU Official Journal L 317/10 โดยมีรายละเอียดดังนี้
    1. คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบให้ Bacillus amyloliquefaciens DSM 25840 เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่ม zootechnical additives เพื่อช่วยควบคุมเชื้อในกระเพาะ (gut flora stabilisers) และอนุญาตให้ใช้กับสุกรทุกชนิด เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ ไปจนถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2573 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่ชุดป้องกัน
    2. คณะกรรมาธิการกำหนดให้ใช้สารเสริมดังกล่าวขั้นต่ำสุดที่ปริมาณ 5 x 108  CFU/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12) และให้ใช้ผสมในน้ำดื่มสำหรับสัตว์ ขั้นต่ำสุดที่ปริมาณ 1,7 x 108  CFU/ลิตรของน้ำดื่ม
    3. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2563) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้ https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1363&from=EN
  2. Commission Implementing Regulation (EU) 2020/1370 ว่าด้วย การอนุญาตให้ lanthanide citrate เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน EU Official Journal L 319/5 โดยมีรายละเอียดดังนี้
    1. คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบให้ lanthanide citrate เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้ภายใต้กลุ่ม zootechnical additives เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของพารามิเตอร์ (improvement of performance parameters) และอนุญาตให้ใช้กับลูกสุกรหย่านม เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2573 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่ชุดป้องกัน
    2. คณะกรรมาธิการกำหนดให้ใช้สารเสริมดังกล่าวขั้นต่ำสุดและขั้นสูงสุดไม่เกิน 250 มิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
    3. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2563) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้ https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1370&from=EN
  3. Commission Implementing Regulation (EU) 2020/1371 ว่าด้วย การอนุญาตให้ preparation of endo-1,4-beta-xylanase และ endo-1,4-beta-glucanase เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน EU Official Journal L 319/8 โดยมีรายละเอียดดังนี้
    1. คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบให้ preparation of endo-1,4-beta-xylanase และ endo-1,4-beta-glucanase เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่ม zootechnical additives เพื่อช่วยระบบย่อยอาหาร (digestibility enhancers) และอนุญาตให้ใช้กับสุกรเพศเมียที่กำลังให้นม เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2573 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม
    2. คณะกรรมาธิการยุโรปอนุญาตให้ใช้สารเสริมดังกล่าวในระดับต่ำสุดไม่เกิน 560 TXU และ 250 TGU  หน่วยกิจกรรม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12) อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่ชุดป้องกัน
    3. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2563) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้ https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1371&from=EN
  4. Commission Implementing Regulation (EU) 2020/1372 ว่าด้วย การอนุญาตให้ L-tryptophan ที่ผลิตโดย Escherichia coli CGMCC 7.267, CGMCC 11 674 หรือ KCCM 10 534 เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน EU Official Journal L 319/11 โดยมีรายละเอียดดังนี้
    1. คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบให้ L-tryptophan ที่ผลิตโดย Escherichia coli CGMCC 7.267, CGMCC 11 674 หรือ KCCM 10 534 เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มสารเสริมทางโภชนาการ (nutritional additives) โดยมีหน้าที่เป็น ‘amino acids, their salt and analogues’ เป็นแหล่งกรดอะมิโน L-tryptophan ซึ่งมีประสิทธิภาพในการช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพในกระเพาะรูเมนในสัตว์เคี้ยวเอื้อง และอนุญาตให้ใช้กับสัตว์ทุกชนิด เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ ไปจนถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2573 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่ชุดป้องกัน
    2. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2563) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้ https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1372&from=EN
  5. Commission Implementing Regulation (EU) 2020/1373 ว่าด้วย การอนุญาตให้ zinc chelate of lysine และ glutamic acid เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน EU Official Journal L 319/15 โดยมีรายละเอียดดังนี้
    1. คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบให้ zinc chelate of lysine และ glutamic acid เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มสารเสริมทางโภชนาการ (nutritional additives) โดยมีหน้าที่เป็น ‘compounds of trace elements’ เป็นแหล่งสังกะสีที่มีประสิทธิภาพ และอนุญาตให้ใช้กับสัตว์ทุกชนิด เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ ไปจนถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2573 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่ชุดป้องกัน
    2. คณะกรรมาธิการกำหนดให้ใช้สารเสริมดังกล่าวขั้นสูงสุดในสัตว์ต่างๆ ดังนี้
      • (1) สุนัขและแมว ไม่เกิน 200 (ปริมาณรวม) องค์ประกอบ (Zn) ในมิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
      • (2) ปลาซัลมอนและนมเทียมสำหรับลูกวัว ไม่เกิน 180 (ปริมาณรวม) องค์ประกอบ (Zn) ในมิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
      • (3) ลูกสุกร สุกรเพศเมีย กระต่าย และปลาทุกชนิด นอกเหนือจากปลาซัลมอน ไม่เกิน 150 (ปริมาณรวม) องค์ประกอบ (Zn) ในมิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
      • (4) สัตว์สายพันธุ์อื่นๆ และประเภทอื่นๆ ไม่เกิน 120 (ปริมาณรวม) องค์ประกอบ (Zn) ในมิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
    3. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2563) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้ https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1373&from=EN
  6. Commission Implementing Regulation (EU) 2020/1375 ว่าด้วย การอนุญาตให้ preparation of citric acid, sorbic acid, thymol และ vanillin เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน EU Official Journal L 319/22 โดยมีรายละเอียดดังนี้
    1. คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบให้ preparation of citric acid, sorbic acid, thymol และ vanillin เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่ม zootechnical additives เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของพารามิเตอร์ (improvement of performance parameters) และอนุญาตให้ใช้กับลูกสุกรเพื่อหัน (suckling piglet) ไก่งวงเพื่อขุน และไก่งวงเลี้ยงเพื่อผสมพันธุ์ เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯมีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2573 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม
    2. คณะกรรมาธิการยุโรปอนุญาตให้ใช้สารเสริมดังกล่าวในระดับ ดังนี้
      • (1) ลูกสุกรเพื่อหัน ระดับต่ำสุดไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
      • (2) ไก่งวงเพื่อขุน และไก่งวงเลี้ยงเพื่อผสมพันธุ์ ระดับต่ำสุดไม่เกิน 200 มิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
      • อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่ชุดป้องกัน
    3. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2563) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้ https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1375&from=EN
  7. Commission Implementing Regulation (EU) 2020/1376 ว่าด้วย การอนุญาตให้ preparation of 6-phytase ที่ผลิตโดย Komagataella phaffii (CGMCC 12056) เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน EU Official Journal L 319/26 โดยมีรายละเอียดดังนี้
    1. คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบให้ preparation of 6-phytase ที่ผลิตโดย Komagataella phaffii (CGMCC 12056) เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่ม zootechnical additives เพื่อช่วยระบบย่อยอาหาร (digestibility enhancers) และอนุญาตให้ใช้กับไก่งวงเพื่อขุน ไก่งวงเลี้ยงเพื่อผสมพันธุ์ ลูกสุกร (เพื่อหันและระยะหย่านม) สุกรวัยเยาว์ (เพื่อหันและระยะหย่านม) เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2573 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม
    2. คณะกรรมาธิการยุโรปอนุญาตให้ใช้สารเสริมดังกล่าวดังกล่าวในระดับ ดังนี้
      • (1) ไก่งวงเพื่อขุน และไก่งวงเลี้ยงเพื่อผสมพันธุ์ ระดับต่ำสุดไม่เกิน 250 U  หน่วยกิจกรรม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
      • (2) ลูกสุกร (เพื่อหันและระยะหย่านม) และสุกรวัยเยาว์ (เพื่อหันและระยะหย่านม) ระดับต่ำสุดไม่เกิน 1,000 U  หน่วยกิจกรรม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
      • อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่ชุดป้องกัน
      • กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2563) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้ https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1376&from=EN
  8. Commission Implementing Regulation (EU) 2020/1377 ว่าด้วย การอนุญาตให้ preparation of endo-1,4-beta-xylanase ที่ผลิตโดย Bacillus subtilis (LMG S-15136) เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน EU Official Journal L 319/29 โดยมีรายละเอียดดังนี้
    • คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบให้ preparation of endo-1,4-beta-xylanase ที่ผลิตโดย Bacillus subtilis (LMG S-15136) เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่ม zootechnical additives เพื่อช่วยระบบย่อยอาหาร (digestibility enhancers) และอนุญาตให้ใช้กับลูกสุกรเพื่อหัน สุกรวัยเยาว์นอกเหนือจากสัตว์เจริญพันธุ์ เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2573 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม
    • คณะกรรมาธิการยุโรปอนุญาตให้ใช้สารเสริมดังกล่าวดังกล่าวในระดับต่ำสุดไม่เกิน 10 IU หน่วยกิจกรรม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
    • อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่ชุดป้องกัน
    • กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2563) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้ https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1377&from=EN
  9. Commission Implementing Regulation (EU) 2020/1378 ว่าด้วย การอนุญาตให้ copper chelate of lysine และ glutamic acid เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน EU Official Journal L 319/32 โดยมีรายละเอียดดังนี้
    1. คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบให้ copper chelate of lysine และ glutamic acid เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มสารเสริมทางโภชนาการ (nutritional additives) โดยมีหน้าที่เป็น ‘compounds of trace elements’ เป็นแหล่งทองแดงที่มีประสิทธิภาพ และอนุญาตให้ใช้กับสัตว์ทุกชนิด เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯมีผลบังคับใช้ ไปจนถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2573 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่ชุดป้องกัน
    2. คณะกรรมาธิการกำหนดให้ใช้สารเสริมดังกล่าวขั้นสูงสุดในสัตว์ต่างๆ ดังนี้
      • (1) วัว (ก่อนเริ่มเคี้ยวเอื้อง) สูงสุดไม่เกิน  15 (ปริมาณรวม) องค์ประกอบ (Cu) ในมิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
      • (2) วัวอื่น ๆ สูงสุดไม่เกิน 30 (ปริมาณรวม) องค์ประกอบ (Cu) ในมิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
      • (3) แกะ สูงสุดไม่เกิน 15 (ปริมาณรวม) องค์ประกอบ (Cu) ในมิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
      • (4) แพะ สูงสุดไม่เกิน 35 (ปริมาณรวม) องค์ประกอบ (Cu) ในมิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
      • (5) ลูกสุกรเพื่อหันและหย่านมแล้ว 4 สัปดาห์ขึ้นไป สูงสุดไม่เกิน 150 (ปริมาณรวม) องค์ประกอบ (Cu) ในมิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
      • (6) ลูกสุกรเพื่อหันและหย่านมแล้ว 5-8 สัปดาห์ขึ้นไป สูงสุดไม่เกิน 150 (ปริมาณรวม) องค์ประกอบ (Cu) ในมิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
      • (7) ครัสเตเชียน สูงสุดไม่เกิน 50 (ปริมาณรวม) องค์ประกอบ (Cu) ในมิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
      • (8) สัตว์อื่น ๆ สูงสุดไม่เกิน 25 (ปริมาณรวม) องค์ประกอบ (Cu) ในมิลลิกรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
    3. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2563) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้ https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1378&from=EN
  10. Commission Implementing Regulation (EU) 2020/1379 ว่าด้วย การอนุญาตให้ L-cystine ที่ผลิตโดย Pantoea ananatis NITE BP-02525 เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน EU Official Journal L 319/ 36 โดยมีรายละเอียดดังนี้
    1. คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบให้ L-cystine ที่ผลิตโดย Pantoea ananatis NITE BP-02525 เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มสารเสริมทางโภชนาการ (nutritional additives) และภายใต้กลุ่มสารเสริมทางประสาทสัมผัส (sensory additives) โดยมีหน้าที่เป็นสารแต่งกลิ่น (flavouring compounds) เป็นแหล่งกรดอะมิโน L-cystine ซึ่งมีประสิทธิภาพในการช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพในกระเพาะรูเมนในสัตว์เคี้ยวเอื้อง และอนุญาตให้ใช้กับสัตว์ทุกชนิด เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฯ มีผลบังคับใช้ ไปจนถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2573 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่ชุดป้องกัน
    2. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2563) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้ https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1379&from=EN

สหภาพยุโรปกำหนดให้สารออกฤทธิ์อยู่ในบัญชีรายชื่อสารที่รอพิจารณาหาสารทดแทน

0

คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2020/ 1295 ว่าด้วย การกำหนดให้สาร carbetamide สาร emamectin สาร flurochloridone สาร gamma-cyhalothrin สาร halosulfuron-methyl สาร ipconazole และสาร tembotrione ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ อยู่ในบัญชีรายชื่อ Candidates for Substitution ใน EU Official Journal L 303/18 สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

  1. คณะกรรมาธิการยุโรปพิจารณาแล้วเห็นควรจัดให้สารออกฤทธิ์ จำนวน 7 รายการ ได้แก่ สาร carbetamide สาร emamectin สาร flurochloridone สาร gamma-cyhalothrin สาร halosulfuron-methyl สาร ipconazole และสาร tembotrione ซึ่งมีคุณลักษณะตรงตามข้อกำหนดใน Regulation (EC) No 1107/ 2009 ภาคผนวก II ข้อ 4 อยู่ในบัญชีรายชื่อสารที่รอพิจารณาหาสารทดแทน (Candidates for Substitution)
  2. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 17 กันยายน 2563
  3. ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้

https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1295&from=EN

สหภาพยุโรปไม่ต่ออายุให้ bromoxynil เป็นสารออกฤทธิ์ (Active Substance) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช

0

คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2020/ 1276 ว่าด้วย ไม่ต่ออายุให้ bromoxynil เป็นสารออกฤทธิ์ (Active Substance) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช ใน EU Official Journal L 300/32 และ Corrigendum to Commission Implementing Regulation (EU) 2020/ 1276 ใน EU Official Journal L 302/27 เพื่อแก้ไขช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน โดยสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ขอสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

  1. คณะกรรมาธิการยุโรปพิจารณาแล้วเห็นว่า สาร bromoxynil สามารถก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ไม่สามารถยอมรับได้ อาทิ เป็นสารพิษที่ส่งผลกระทบต่อการสืบพันธุ์ ประเภท 1B ภายใต้ Regulation (EC) No 1272/2008 และมีความเสี่ยงต่อเด็กและสัตว์ป่าที่เลี้ยงลูกด้วยนม จึงเห็นควรยกเลิกการใช้สาร bromoxynil ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช และได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกฯ ดำเนินการเพิกถอนการอนุญาตผลิตภัณฑ์อารักขาพืชที่มีส่วนผสมของสารดังกล่าว ภายในวันที่ 17 มีนาคม 2564 และสามารถยื่นขอขยายช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านได้ โดยไม่เกินวันที่ 17 กันยายน 2564 เว้นแต่จะมีการยื่นขอให้พิจารณาต่ออายุการใช้สารดังกล่าวอีกครั้ง
  2. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 3 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 14 กันยายน 2563
  3. ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้

https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1276&from=EN

https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1276R(01)&from=EN

นายพรเทพ ศรีธนาธร ผอ.สปษ.ยุโรป ลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการ/นำเข้าพืชผักผลไม้เครื่องกระป๋องไทยในเบลเยียม

0

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2563 สปษ.ยุโรปลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการ/นำเข้าพืชผักผลไม้เครื่องกระป๋องไทยในเบลเยียม ต่อเนื่องจากที่ได้ดำเนินการตั้งแต่มีนาคม 2563 (ช่วง Early Covid-19 ในสหภาพยุโรป) เพื่อสำรวจสภาพตลาดสินค้าผักผลไม้เครื่องกระป๋องไทย รับทราบและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้ประกอบการเกี่ยวกับผลกระทบจาก COVID-19 และ update สถานการณ์ต่างๆ อาทิ สินค้ากะทิและผลิตภัณฑ์มะพร้าวไทย รวมทั้งให้รายละเอียดต่อข้อซักถามของผู้ประกอบการเกี่ยวกับข้อมูลกฏระเบียบและโรงบรรจุของไทยที่อยู่ในบัญชีรายชื่อได้รับอนุญาตให้ส่งออกผักมาจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรปได้ (List of the authorised packing houses to export thai vegetables to the EU)

  • ภาพรวมในช่วงโควิด ต้นทุนสินค้าสูงข้ึน ทำให้ดัชนีราคาสินค้าบริโภคเพิ่มขึ้นประมาณ 30% แต่ยอดขายไม่ได้รับผลกระทบ เพราะลูกค้ามีการกักตุนอาหารไว้มาก ทําให้สินค้าหมดเร็วกว่าปกติไม่เพียงพอต่อการจำหน่าย การมีระบบจําหน่ายสินค้าทางออนไลน์มีส่วนสำคัญที่ทําให้ผู้ประกอบการเข้าถึงฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นทั้งในเบลเยี่ยมและประเทศใกล้เคียง (เช่น ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์)
  • สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงในช่วงล็อกดาวน์ ได้แก่ ข้าว ส่วนผสมทําขนมต่างๆ แป้ง ปลากระป๋อง ผลไม้กระป๋อง โดยสินค้าบางอย่างขาดตลาดภายใน 2-3 สัปดาห์แรกของช่วงการระบาดโควิด ส่วนผักและผลไม้บางชนิดขาดตลาดในช่วงสั้นๆ เนื่องจากข้อจำกัดในการขนส่ง ราคาสินค้าหลายอย่างยังคงอยู่ในระดับสูง ข้าวหอมมะลิไทยขนาดถุง 20 กก ( Royal Thai/ Siam pure/ Sunlee) ราคา 39-44 ยูโร ซึ่งแพงกว่าข้าวของ ประเทศคู่แข่งในขนาดบรรจุเดียวกัน เช่น ข้าวเวียดนาม (Double panda) 29 ยูโร และข้าวเขมร (Absornsawan) ราคา 30 ยูโร โดยลูกค้าท้องถิ่นบางส่วน/ ร้านอาหารบางส่วนหันไปใช้ข้าวที่มีราคาถูกกว่าเพื่อลดต้นทุน แต่ผู้บริโภคคนไทยส่วนใหญ่ยังคงเลือกซื้อข้าวหอมมะลิจากไทย
  • สินค้ากะทิไทยไม่ได้รับผลกระทบ และยังคงวางจําหน่ายได้ปกติ โดยผู้บริโภคท้องถิ่นบางส่วนมีการสอบถามผู้ประกอบการกรณีข่าวลิงเก็บมะพร้าว และได้รับทราบข่าวสารที่ถูกต้องตามข้อมูลที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและทีมประเทศไทยได้ชี้แจงและประชาสัมพันธ์

ทั้งนี้ สปษ. ยุโรปได้มอบเอกสารสื่อประชาสัมพันธ์พืชผักไทย และ แผ่นพับรายชื่อร้านค้าผู้ประกอบการสินค้าเกษตรไทยออนไลน์ในกลุ่มเบเนลักซ์ ที่ สปษ.ยุโรป ได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ร้านค้าสินค้าไทยให้ผู้บริโภคท้องถิ่นได้รับทราบช่องทางจำหน่ายออนไลน์ในช่วง COVID-19 โดยได้รับความสนใจและผลตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าผู้บริโภค