free page hit counter

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Office of Agricultural Affairs | Royal Thai Embassy, Brussels
Home Blog Page 141

สหภาพยุโรปไม่ต่ออายุให้ fenamiphos เป็นสารออกฤทธิ์ (Active Substance) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช

ด้วยคณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2020/ 1246 ว่าด้วย ไม่ต่ออายุให้ fenamiphos เป็นสารออกฤทธิ์ (Active Substance) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช ใน EU Official Journal L 288/18 สรุปสาระสำคัญของประกาศดังกล่าว ดังนี้

  1. คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นว่า สาร fenamiphos มีความเสี่ยงต่อผู้บริโภค อาทิ ผลประเมินความเป็นพิษต่อระบบพันธุกรรมของเมตาบอไลต์ M01 และ M02 ที่ไม่เสร็จสมบูรณ์ และความเสี่ยงจากการรับสาร fenamiphos ในผักบริโภคผล (fruiting vegetables) และไม้ประดับและวัสดุขยายพันธุ์พืช นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปไม่ได้รับผลประเมินความเสี่ยงที่มีต่อเมตาบอไลต์ของมนุษย์ (unique human metabolities) เนื่องจากไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบในหลอดทดลอง (in vitro) จึงเห็นควรยกเลิกการใช้สาร fenamiphos ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช
  2. คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดให้ประเทศสมาชิกฯ ดำเนินการเพิกถอนการอนุญาตผลิตภัณฑ์อารักขาพืชที่มีส่วนผสมของสารดังกล่าว ภายในวันที่ 23 มีนาคม 2564 และสามารถยื่นขอขยายช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านได้ โดยไม่เกินวันที่ 23 กันยายน 2564 เว้นแต่จะมีการยื่นขอให้พิจารณาต่ออายุการใช้สารดังกล่าวอีกครั้ง
  3. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 3 กันยายน 2563) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้

https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1246&from=EN

สหภาพยุโรปอนุญาตสารเสริมในอาหารสัตว์

  1. Commission Implementing Regulation (EU) 2020/1092 ว่าด้วย การอนุญาตให้ Lactococcus lactis (NCIMB 30160) เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน EU Official Journal L 241/10 โดยมีรายละเอียดดังนี้
    1. คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบให้ Lactococcus lactis (NCIMB 30160) เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มสารเสริมทางเทคโนโลยี (technological additives) โดยมีหน้าที่เป็นสารเร่งปฏิกิริยาในหญ้าหมัก (silage additives) และอนุญาตให้ใช้กับสัตว์ทุกชนิด เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ไปจนถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2573 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่ชุดป้องกัน
    2. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 27 กรกฎาคม 2563) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้ https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1092&from=EN
  2. Commission Implementing Regulation (EU) 2020/993 ว่าด้วย การอนุญาตให้ lutein-rich และ lutein/zeaxanthin extracts จาก Tagetes erecta เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน EU Official Journal L 241/23 โดยมีรายละเอียดดังนี้
    1. คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบให้ lutein-rich extract และ lutein/zeaxanthin extract จาก Tagetes erecta เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มประสาทสัมผัส (sensory additives) โดยมีหน้าที่เป็นสารแต่งสี (colourants) เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฉบับนี้มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2573 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่ชุดป้องกัน
    2. คณะกรรมาธิการอนุญาตให้ใช้สารเสริมดังกล่าวเฉพาะในอาหารสัตว์เท่านั้น โดยไม่อนุญาตให้ใช้ผสมในน้ำดื่มสำหรับสัตว์ เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับสาร carotenoids และ xanthophylls เกินกว่าค่าที่กำหนด โดยอนุญาตให้ใช้กับสัตว์ดังนี้
      1. สัตว์ปีกเพื่อขุน (ยกเว้นไก่งวง) และสัตว์ปีกวัยเยาว์เพื่อขุน
        • lutein-rich extract ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 80 กรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
        • lutein/zeaxanthin extract ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 50 กรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
      2. lutein/zeaxanthin extract ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 50 กรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
        • lutein-rich extract ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 80 กรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
        • lutein/zeaxanthin extract ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 50 กรัมของสาร/กิโลกรัมของอาหารสัตว์ (ที่มีความชื้นร้อยละ 12)
    3. คณะกรรมาธิการยุโรปได้อนุโลมช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน ดังนี้
      1. สารเสริม lutein-rich extract และ lutein/zeaxanthin extract และสารผสมล่วงหน้า (premixture) ที่มีส่วนประกอบของสารดังกล่าว ที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบเดิม ก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2563 สามารถวางจำหน่ายและใช้ได้จนกว่าสินค้าจะหมดไปจากคลังสินค้า
      2. อาหารสัตว์ผสม (compound feeds) และวัตถุดิบอาหารสัตว์ (feed materials) สำหรับสัตว์ที่ใช้เป็นอาหาร ที่มีส่วนประกอบของสารดังกล่าว ที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 16 สิงหาคม ๒๕64 โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบเดิม ก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2563 สามารถวางจำหน่ายและใช้ได้จนกว่าสินค้าจะหมดไปจากคลังสินค้า
      3. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ๒๐ วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 27 กรกฎาคม ๒๕๖3) ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้ https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1097&from=EN
  3. Commission Implementing Regulation (EU) 2020/1098 ว่าด้วย การอนุญาตให้น้ำมันหอมระเหยกระวาน (cardamom essential oil) จาก Elettaria cardamomum (L.) Maton เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ ใน EU Official Journal L 241/28 โดยมีรายละเอียดดังนี้
    1. คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบให้น้ำมันหอมระเหยกระวาน (cardamom essential oil) จาก Elettaria cardamomum (L.) Maton เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ (feed additive) ภายใต้กลุ่มประสาทสัมผัส (sensory additives) โดยมีหน้าที่เป็นสารแต่งกลิ่น (flavouring compounds) และอนุญาตให้ใช้กับสัตว์ทุกชนิด เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันที่กฎระเบียบฉบับนี้มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2573 เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม
    2. ณะกรรมาธิการยุโรปอนุญาตให้ใช้สารเสริมดังกล่าวในระดับไม่เกิน 5 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหารสัตว์(ที่มีความชื้นร้อยละ 12) อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้งานจึงควรสวมใส่ชุดป้องกัน
    3. คณะกรรมาธิการยุโรปได้อนุโลมช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน ดังนี้
      1. น้ำมันหอมระเหยกระวาน รวมทั้งสารผสมล่วงหน้า (premixture) ที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบเดิมก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2563 สามารถวางจำหน่ายและใช้ได้จนกว่าสินค้านั้นจะหมดไปจากคลังสินค้า
      2. อาหารสัตว์ผสม (compound feeds) และวัตถุดิบอาหารสัตว์ (feed materials) สำหรับสัตว์ที่ใช้เป็นอาหาร ที่มีส่วนประกอบของน้ำมันหอมระเหยกระวาน โดยผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2564 ซึ่งได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบเดิมก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2563 สามารถวางจำหน่ายและใช้ได้จนกว่าสินค้านั้นจะหมดไปจากคลังสินค้า
      3. อาหารสัตว์ผสม (compound feeds) และวัตถุดิบอาหารสัตว์ (feed materials) สำหรับสัตว์ที่ไม่ใช้เป็นอาหาร ที่มีส่วนประกอบของน้ำมันหอมระเหยกระวาน โดยผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2565 ซึ่งได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบเดิมก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2563 สามารถวางจำหน่ายและใช้ได้จนกว่าสินค้านั้นจะหมดไปจากคลังสินค้า
  4. กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 27 กรกฎาคม 2563)
  5. ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้

https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32020R1098&from=EN

ลงนามถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2563

0

วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 นายพรเทพ ศรีธนาธร ผู้อำนวยการสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป และนายภูริพันธ์ โสภาเสถียรพงศ์ ที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต และทีมประเทศไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ นำโดย นายมนัสวี ศรีโสดาพล เอกอัครราชทูต

ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า ข้าราชการและลูกจ้าง สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

การประชุมทีมประเทศไทย ครั้งที่ 1/2563 ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น

0

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2563 ดร.พรเทพ ศรีธนาธร ผู้อำนวยการสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป และนายภูริพันธ์ โสภาเสถียรพงษ์ ที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) ได้เข้าร่วมการประชุมทีมประเทศไทย ครั้งที่ 1/2563 เพื่อรับทราบข้อมูลทางการค้า การลงทุน และกิจกรรมต่างๆของทีมประเทศไทยในสมาพันธ์รัฐสวิส โดยการประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมทางไกลผ่านระบบ conference ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบิร์น นำโดยนายจักรี ศรีชวนะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในสหภาพยุโรป

ในการนี้ สปษ.ยุโรปได้รายงานที่ประชุมทราบความคืบหน้าของสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรในสวิตเซอร์แลนด์และสหภาพยุโรป การประสานและดำเนินการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรนำเข้าของไทยกับหน่วยงานของสหภาพยุโรป รวมทั้งแนวทางความเป็นไปได้ในการแลกเปลี่ยนถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการด้านต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร นวัตกรรมการเกษตร กับหน่วยงานและสถาบันวิจัยของสวิตเซอร์แลนด์ในอนาคต

นายพรเทพ ศรีธนาธร ผอ.สปษ.ยุโรป สำรวจกิจการและหารือผู้ประกอบการสวนพืชผักไทย 2 แห่งในประเทศเบลเยี่ยม

0

วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 นายพรเทพ ศรีธนาธร ผู้อำนวยการสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป พร้อมด้วยหัวหน้าสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ และหัวหน้าสำนักงานที่ปรึกษาการศุลกากร ณ กรุงบรัสเซลส์ เดินทางไปเยี่ยมชมกิจการและหารือผู้ประกอบการสวนพืชผักไทย 2 แห่งในประเทศเบลเยี่ยม ได้แก่ 1) ทิพย์สวนผัก ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Oud-Turnhout ทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ และ 2) สวนมะกรูด มะนาว หรือ Rung Thai Plants ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Nijlen ทางตอนเหนือของประเทศ

ทิพย์สวนผัก : เจ้าของสวน คือคุณทิพย์ ได้เล่าให้ฟังถึงความเป็นมาของการทำสวนพืชผักเริ่มต้นจากครอบครัวสามีเพาะปลูกสตอเบอรี่มานานเกือบ 30 ปี เพื่อขายส่งให้กับตลาดกลางประมูล Hoogstraten ในประเทศเบลเยี่ยม ต่อมาเริ่มขยายแปลงปลูกผักไทยบนเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่กว่าเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมาโดยใช้เมล็ดพันธุ์หรือหน่อที่นำเข้าจากไทยปลูกในโรงเรือนเพื่อป้องกันไม่ให้ผักเผชิญสภาพอากาศหนาวเย็นจนเกินไป เป็นการปลูกพืชปลอดสารพิษ โดยใช้น้ำที่เหลือจากการปลูกสตอเบอร์รี่ และปุ๋ยหมักชีวภาพในการบำรุงพืช จึงเป็นการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนอย่างคุ้มค่า และได้ผลผลิตงอกงามโดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี

การปลูกผักไทยในเมืองหนาวนั้นจะเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ไปจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิตหมดประมาณเดือนพฤศจิกายน ผักไทยที่ปลูกมีหลากหลายชนิด เช่น มะเขือ กะเพรา โหระพา คะน้า ผักบุ้ง พริก แตงกวา ฟักทอง มะระ แตงกวา ฯลฯ โดยจำหน่ายผลผลิตที่ตัดแล้วหรือต้นอ่อนให้กับลูกค้าที่เดินทางมารับเองที่สวน ซึ่งมีทั้งลูกค้าคนไทยและคนเอเชียที่อยู่ในเบลเยี่ยมและประเทศในยุโรปอื่นๆ เช่น เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก นอร์เวย์ ฯลฯ

สวนมะกรูด มะนาว : เจ้าของสวน คือ คุณรุ้ง สวนตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 7 ไร่ มีทั้งการปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ และพืชผักสวนครัวไทย เช่น ต้นมะลิ ชวนชม ดาวเรือง ลีลาวดี มะกรูด มะระ กระถิน มะเขือยาว พริก กะเพรา โหระพา ตะไคร้ ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว ฯลฯ ทางสวนนำเข้าต้นอ่อนจากบริษัทในยุโรปซึ่งนำเข้าเมล็ดพันธุ์จากไทยมาทำการ nursery และมีสภาพอากาศอบอุ่นกว่าเบลเยี่ยม รวมทั้งสวนทำการขยายพันธุ์พืชเองด้วยวิธีการเพาะชำหรือปลูกด้วยเมล็ดภายในโรงเรือน

สวนมะกรูด มะนาวจะเปิดให้ลูกค้าเข้ามาซื้อผลผลิตพืชผักหรือต้นไม้ได้ตั้งแต่เดือนเมษายน ไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน อย่างไรก็ดี ปริมาณผลผลิตในแต่ละปีแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ ดินและปริมาณน้ำฝน การปลูกพืชผักในสวนแห่งนี้ปลอดภัยจากสารเคมี เพราะใช้วิธีธรรมชาติในการกำจัดแมลงศัตรูพืช เช่น การฉีดน้ำไล่ การเด็ดยอดหรือใบที่มีแมลงออก รวมทั้งควบคุมปริมาณการให้น้ำที่เหมาะสมกับพืชผักแต่ละชนิด

สวนพืชผักไทยทั้ง ๒ แห่งเป็นการนำความรู้ และภูมิปัญญาด้านการทำเกษตรกรรมจากประเทศไทยมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศเมืองหนาว โดยต้องปรับปรุงเทคนิคการเพาะปลูก และคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพอากาศ ดิน ปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชในท้องถิ่น ส่งผลให้คนไทยคนเอเชีย รวมทั้งผู้บริโภคท้องถิ่นในยุโรปได้มีผลผลิตที่มีคุณภาพดี สดใหม่ และปลอดภัยในการบริโภค อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมพืชผักไทยให้เป็นที่รู้จักในต่างแดนมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ สวนพืชผักไทยในต่างแดนช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนในช่วงที่การนำเข้าผักจากประเทศไทยมีปัญหาจากจำนวนเที่ยวบินที่ลดลงและต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น เช่น ในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19

อย่างไรก็ดี การปลูกพืชผักไทยในเมืองหนาวจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วงเวลาและปริมาณที่จำกัด และมีอยู่ในบางพื้นที่ซึ่งยังไม่ขยายวงกว้าง ตลาดท้องถิ่นในเบลเยียมจึงยังคงต้องอาศัยการนำเข้าจากประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่ไม่มีผลผลิตออกมาสู่ตลาด

ในโอกาสนี้ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ได้มอบแผ่นพับประชาสัมพันธ์ร้านค้าไทย และโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์พืชผักผลไม้ไทย ที่จัดทำโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นการรณรงค์และเผยแพร่พืชผักไทยต่อผู้บริโภคท้องถิ่นซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และขอขอบคุณเจ้าของสวน คุณทิพย์ และสวนมะกรูดคุณรุ้ง ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และเปิดโอกาสให้คณะฯได้เข้าพบและเยี่ยมชมสวนพืชผักไทยในเบลเยียม

Requirements for dog/cat to Thailand?

0
  1. The owner for Dog/Cat must have 2 documents which are the import permit and the health certificate.
  2. There are 3 forms of the requirements how to obtain the import permit for the dog/Cat to Thailand. (Require 1-2-2, Require 2-2-1, and Formulaire)
  3. After the owner has filled in the form No 1/1, please send it by e-mail together with the documents from your veterinarian to the Animal Quarantine Station in Thailand, at

qsap_bkk@dld.go.th or Tel +662-134 0731.

  1. The e-mail is must also included (1) a photo of the dog/Cat, (2) a copy of owner’s passport, (3) owner’s address in Belgium and in Thailand and (4) The date and flight number of the departure and return.
  2. If the dossier is complete, the Thai authority will send him by return the import permit for his dog/cat. If not, they may require for more document and test.

(Please send your request at least 3 weeks in advance)

  1. This import permit must accompany your dog/cat to Thailand with another document which is the health certificate (original document) issued by the Belgian authority, within 10 days before the departure (for the health certificate, please contact UPC Belgium for more info at info.bru@afsca.be or Tel. +322-211 9200)

VERY IMPORTANT – the health certificate in question must be filled in by an approved veterinarian (de erkende dierenarts) only, and has to be legalized by AFSCA. If not, the dog/cat could be detained or refused at the animal quarantine area at the Airport in Thailand.